ปี้ฟางยังไม่ทันสังเกตเห็นอันตราย นางก็ส่งยิ้มเย้ยหยันให้ชาจิ่ว ก่อนกางปีกหมายจะจากไป
ชาจิ่วลุกขึ้นนั่ง พลังแปลกหน้าในกายราวกับมีจิตสำนึก สามารถเคลื่อนไหวตามความคิดของนางได้
นางลองรวบรวมหยดน้ำไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วดีดใส่ปี้ฟางบนฟ้า
หยดน้ำเล็กจ้อยแท้ ๆ แต่เมื่อไปถึงตรงหน้าปี้ฟางกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก ดับไฟเทพของนาง ก่อนซัดนางร่วงลงพื้นอย่างจัง
วิหคเทพกลายเป็นไก่ตกน้ำ
ขนสีเขียวที่เพิ่งงอกใหม่ยังถูกซัดร่วงไปกว่าครึ่ง
ชาจิ่วก้มมองนิ้วมือตนเองอย่างประหลาดใจ
นี่หรือคือพลังของเทพ?
ระบบกล่าวว่า “ที่จริงยังไม่ถือว่าเป็นเทพอย่างแท้จริง ทัณฑ์อัสนีแห่งการเลื่อนขั้นของเจ้ายังมาไม่ถึง”
สิ้นเสียงระบบ เมฆอัสนีก็เริ่มรวมตัวเหนือทะเลอู๋ว่าง
เมฆอัสนีครานี้มีอานุภาพร้ายแรงกว่าครั้งที่อยู่บนภูเขาขุยหยามากนัก
ปี้ฟางตะลึงงันไปโดยสิ้นเชิง “เจ้า...กำลังจะกลายเป็นเทพแล้วหรือ...”
เทพชื่อฉื้อประทานโลหิตเทพและกายเทพให้ชาจิ่ว ก็ทำให้ปี้ฟางริษยาจนแทบคลั่งแล้ว
นึกไม่ถึงว่านางยังจะได้กลายเป็นเทพอีก!
ครั้นปี้ฟางกลับไปยังเผ่ามารดา นางก็ได้ยินเรื่องที่ชาจิ่วใช้มังกรอสรพิษมารรับทัณฑ์อัสนีมาแล้ว ยามนี้เห็นเหตุการณ์คุ้นตาราวกับกำลังจะเกิดซ้ำ นางจึงรีดเค้นความสามารถทั้งหมดเพื่อหลบหนี
หนี หนี หนี!
หากถูกจับไปขวางทัณฑ์อัสนีเช่นนี้ วิญญาณคงสลายสิ้นเป็นแน่!
วิหคเทพมีพรสวรรค์ด้านความเร็วติดตัว เพียงชั่วพริบตาก็หนีหายไปไร้ร่องรอย
ชาจิ่วเงยหน้ามองเมฆทัณฑ์
ที่นี่มีค่ายกลซึ่งเทพชื่อฉื้อทิ้งไว้ สามารถต้านทานความเสียหายจากทัณฑ์อัสนีได้ส่วนหนึ่ง ทั้งยังเติมพลังวิญญาณให้ได้
การอยู่ที่นี่คุ้มค่ากว่าตามล่าสัตว์ปีกพ่นไฟตัวหนึ่งเป็นไหน ๆ
ชาจิ่วจึงหลับตาลง สัมผัสอานุภาพของทัณฑ์อัสนีแห่งการเลื่อนขั้น
อสนีเทพเก้าร้อยแปดสิบเอ็ดสายฟาดลงมา แต่ละสายล้วนทดสอบกายเทพที่ชาจิ่วหล่อหลอมมานานห้าเดือน
สายฟ้าทำลายร่างกายปุถุชนของนาง ส่วนกระดูกเทพกลับช่วยให้นางเกิดใหม่พร้อมเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ในที่สุด ทัณฑ์อัสนีก็สิ้นสุดลง