หวานเหลือเกิน
สัมผัสนั้นยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ในความฝัน ชวนให้คนคลุ้มคลั่งยิ่งนัก
จุมพิตของหนิงฉางถิงแฝงความรุกรานรุนแรง ราวกับช่วงชิงจิตใจของชาจิ่วไปจนหมดสิ้น
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด หนิงฉางถิงจึงยอมปล่อยนาง
“ริมแม่น้ำหยวนมีจื่อซี ริมแม่น้ำหลี่มีหลัน...” ในดวงตาของหนิงฉางถิงมีเส้นเลือดฝอยจาง ๆ ปรากฏขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม “เจ้านี่มันคนหลอกลวง”
ชาจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ มองเขา “ข้าหลอกลวงท่านตรงไหนกัน?”
น้ำเสียงของหนิงฉางถิงเจือความน้อยใจอยู่บ้าง “เจ้าไม่ได้ชอบข้าหรือ? เหตุใดจึงยังไปดูตัวกับผู้อื่น?”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ ชาจิ่วก็เริ่มขุ่นเคือง
นางพองแก้ม ใช้นิ้วจิ้มอกหนิงฉางถิง ดวงตาเบิกกว้าง พยายามทำท่าดุร้ายให้ดูน่าเกรงขาม
“ก็ท่านเป็นฝ่ายไม่ต้องการข้าก่อน!”
หนิงฉางถิงชะงัก “อะไรนะ?”
ชาจิ่วกล่าวว่า “ท่านเห็นจดหมายของข้าแล้วแท้ ๆ แต่กลับทำเป็นมองไม่เห็นความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่าน ข้าบาดเจ็บ ท่านยังอ้างว่าติดธุระราชการ ไม่ยอมมาเยี่ยมข้า”
นางพูดพลางจิ้มเขาไปพลาง โกรธจนหางตาแดงระเรื่อชวนมอง “ท่านคิดว่าแผลเป็นบนหลังข้าน่าเกลียด จึงไม่ยอมมาเยี่ยมข้าใช่หรือไม่?”
หนิงฉางถิงยิ้มขื่น จับมือนางที่จิ้มไปจิ้มมาไว้ ก่อนบีบฝ่ามือนุ่มนิ่มของนางเบา ๆ
“เยี่ยนซู ต่อให้คนทั้งใต้หล้ารังเกียจเจ้า ในบรรดาคนเหล่านั้นย่อมไม่มีข้า”
“บาดแผลของเจ้าได้มาเพราะช่วยข้า หากข้ารังเกียจเจ้า เช่นนั้นข้าก็ไม่สมควรเป็นคนอีกต่อไป”
ชาจิ่วหลุบตาลง เอ่ยอย่างหดหู่ว่า “ที่แท้ท่านดีกับข้าเพราะข้าช่วยชีวิตท่านอย่างนั้นหรือ?”
หนิงฉางถิงถอนหายใจเบา ๆ ตัดสินใจเอ่ยความในใจที่เก็บงำมานานออกมา
“การที่เจ้าช่วยข้า มีแต่จะทำให้ข้าทะนุถนอมเจ้ายิ่งกว่าเดิม แต่ข้าชอบเจ้าตั้งแต่ได้รับบุปผามงคลทั้งห้าขวดนั้นแล้ว” เขากล่าว
