จิ้งหย่วนโหวพาคนกลับมาด้วยตนเอง
“ข้าน้อยเซียวเหวินเกอ คารวะท่านโหวและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” เซียวเหวินเกอถูกเรียกตัวเข้ามา เขาประสานมือค้อมกายคำนับทุกคน ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายสดใสกระฉับกระเฉงของคนหนุ่มชาวยุทธภพ
เขารู้ดีว่าจิ้งหย่วนโหวชื่นชมจุดนี้ที่สุด
ชาจิ่วจิบชาร้อน พลางมองเซียวเหวินเกอกับเสิ่นฉื่อซู่แสร้งทำเป็นไม่รู้จักกันด้วยความสนใจ
เป็นเช่นนี้นี่เอง
อาศัยเรื่องที่จิ้งหย่วนโหวกลับเมืองหลวงมาปูทางให้เซียวเหวินเกอนี่เอง
แม้นางจะไม่รู้จักเซียวเหวินเกอดีนัก แต่เมื่อเห็นว่าเขารู้อยู่แก่ใจว่าตนบาดเจ็บ ทว่ายังสวมอาภรณ์ขาวบางเบา ปล่อยให้รอยเลือดซึมออกจากบาดแผลราง ๆ ก็พอจะรู้ว่าคนผู้นี้คิดทวงบุญคุณตอบแทน ทั้งยังวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว
คนที่นอนเตียงเดียวกัน ย่อมเป็นคนประเภทเดียวกัน
เสิ่นฉื่อซู่ทะเยอทะยาน เซียวเหวินเกอก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร
ชาจิ่วอาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต กระซิบเตือนหนิงฉางถิงที่ข้างหู “พี่ฉางถิง ราชสำนักของเรามีข้อกำหนดเข้มงวดเรื่องภูมิหลังอันบริสุทธิ์ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นขุนนาง ต้องสอบถามให้ชัดเจน”
หนิงฉางถิงย่อมเข้าใจ
แม้ขุนนางในราชสำนักจะเสนอชื่อผู้ที่จะเข้ารับราชการได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากผู้ได้รับการเสนอชื่อก่อเรื่องขึ้นมา ขุนนางผู้เสนอชื่อก็จะได้รับโทษไปด้วย
จะเสนอชื่อเพื่อตอบแทนบุญคุณก็ย่อมได้ แต่หนิงฉางถิงจะไม่ให้จวนโหวต้องเสี่ยง
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น จิ้งหย่วนโหวถามความเห็นเขา “ฉางถิง เจ้าคิดว่าเสนอชื่อเขาเป็นรองผู้บัญชาการกองตรวจตราดีหรือไม่?”
เซียวเหวินเกอได้ยินดังนั้น ในใจก็หวั่นไหว
ตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองตรวจตราอยู่ในขั้นเจิ้งชีผิ่น แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งสูงนักเมื่อเทียบกับการได้รับการเสนอชื่อจากจวนโหว แต่ข้อดีก็คือสร้างความชอบได้ง่าย และเลื่อนขั้นรวดเร็ว
