ตลอด 500 ปีที่ชาจิ่วหลับใหล สำนักหลิงซวีมีศิษย์ใหม่เข้ามามากมาย
พวกเขาไม่รู้จักชาจิ่ว ทั้งยังมองไม่ออกว่าพลังบำเพ็ญของนางถูกซ่อนเร้นไว้ จึงพูดจาไร้มารยาท
“ที่นี่มีสิ่งใดเป็นของเจ้า? บนกายเจ้าไม่มีกลิ่นอายพลังบำเพ็ญแม้แต่น้อย ยังกล้าพูดจาเหลวไหลที่นี่อีกหรือ!”
ศิษย์พี่หลิงซีมีร่างกระดูกเทพติดตัวมาแต่กำเนิด ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา นางก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ออกปราบปีศาจและกำจัดมารในโลกมนุษย์ สร้างคุณูปการให้สำนักหลิงซวีนับไม่ถ้วน
ยามนี้จะปล่อยให้คนต่ำต้อยไร้พลังบำเพ็ญมาหยามเกียรตินางตามใจได้อย่างไร!
ชาจิ่วเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย จ้องหลิงซีที่ยืนกระวนกระวายอยู่บนแท่นสูง ก่อนเอ่ยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “มีสิ่งใดเป็นของข้าหรือ?”
“กระบี่จันทร์น้ำค้างเป็นของข้า”
“ตำแหน่งนักบุญหญิงก็เป็นของข้า”
ทุกครั้งที่ชาจิ่วเอ่ย นางจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“แม้แต่กระดูกเทพในร่างเจ้าก็เป็นของข้า”
สิ้นคำ ทุกคนก็ฮือฮาขึ้นมา
เหิงชิงเย่ามองชาจิ่วด้วยแววตาผิดหวัง “เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้?”
“กระดูกเทพหายไปเพราะเจ้าทำเอง เกี่ยวอะไรกับศิษย์น้องหญิง?”
หลิงซีสงบใจลงอย่างรวดเร็ว ก่อนแสร้งทำท่าทีคับข้องใจ “ใช่แล้ว กระดูกเทพของข้าเป็นสิ่งที่ฟ้าดินประทานให้ตั้งแต่เกิด เหตุใดจึงกลายเป็นของเจ้าไปได้?”
ยามนี้ชาจิ่วเสียดายจริง ๆ ที่ตนมิใช่เทพชื่อฉื้อ จึงไม่มีวิชาดึงลูกแก้ววิญญาณออกมาตรวจดูความทรงจำ
มิฉะนั้นนางคงขุดหลักฐานการลักขโมยของหลิงซีออกมา แล้วฉายให้เห็นตลอดวันเหนือจัตุรัสยอดเขาหลิงอวิ๋น
ศิษย์คนหนึ่งผู้เลื่อมใสหลิงซีทนเห็นนางถูกหยามไม่ได้ จึงเรียกคันธนูยาวออกมาอย่างเกรี้ยวกราด แล้วเล็งศรเพลิงชาดยิงใส่ชาจิ่ว
“อย่า!” เหิงชิงเย่าร้องเสียงหลง
เขามิใช่คนใจเหี้ยม แม้ตลอด 200 ปีที่ผ่านมาเขาจะเกิดใจรักหลิงซี ทว่าในใจยังคงเว้นที่ว่างไว้ให้ชาจิ่ว ไม่อาจลืมนางได้
