ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่พลันมีสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องของราชสำนัก ยังต้องรายงานเจ้า เจ้าหน้าที่คุมคุกตัวเล็ก ๆ ด้วยหรือ? เปิดประตูเสีย!”
เซียวเหวินเกอได้แต่กล้ำกลืนความคับแค้นใจ เปิดประตูห้องขัง
หนิงฉางถิงคล้ายรู้ผลลัพธ์อยู่ก่อนแล้ว เขาลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง ก่อนติดตามผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ออกไป
เมื่อเห็นสีหน้าไม่ยอมรับของเซียวเหวินเกอ ขุนนางคนหนึ่งที่ติดตามมาด้วยก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ “ไม่ยุติธรรมกระมัง? โหวจิ้งหย่วนเข้าเฝ้าฝ่าบาทกลางดึกเพื่อขอพระกรุณา หนิงฉางถิงจึงพ้นโทษทำร้ายผู้อื่น หากเป็นเจ้าหรือข้า เกรงว่าไม่ตายก็ต้องถูกถลกหนังไปชั้นหนึ่ง”
เซียวเหวินเกอกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ข้าเพียงแค้นที่โลกนี้เข้าข้างคุณชายตระกูลใหญ่ที่ไร้ความสามารถอยู่เสมอ ส่วนคนสามัญผู้มีพรสวรรค์กลับไร้วาสนาเข้าสู่เส้นทางขุนนาง”
แววตาของขุนนางผู้นั้นวูบไหว เขาลองหยั่งเชิง “หากมีเส้นทางขุนนางสายหนึ่งให้เจ้าเดิน ทั้งอนาคตยังไร้ขีดจำกัด เจ้ากล้าเสี่ยงหรือไม่?”
“กล้า” เซียวเหวินเกอตอบโดยไม่ลังเล พลางมองขุนนางผู้นั้น “ขอเรียนถามใต้เท้าว่ามีนามว่าอะไร?”
ขุนนางลูบเคราแพะของตน เชิดคางขึ้นกล่าว “ผู้เรียบเรียงแห่งสำนักฮั่นหลิน เฉินฉวี่”
……
หนิงฉางถิงก้าวออกจากประตูศาลต้าหลี่ ก็เห็นชาจิ่วยืนรออยู่ตลอดทั้งคืน
ยามสบตากัน เขาเห็นว่าดวงตาของภรรยาตัวน้อยที่ยังมิได้แต่งงานแดงก่ำอีกแล้ว
“ไม่เป็นไรแล้ว” หนิงฉางถิงเอ่ย น้ำเสียงแหบพร่าแห้งผาก “พวกเรากลับบ้านกันได้แล้ว”
เมื่อเห็นริมฝีปากซีดขาวแห้งแตกของเขา ชาจิ่วก็รู้ว่าเขาคงลำบากอยู่ข้างในเพียงใด นางปวดใจจึงรีบนำน้ำมาให้เขาจิบชุ่มคอ
เมื่อกลับถึงจวนโหว ทุกคนเห็นว่าหนิงฉางถิงไม่ได้รับบาดเจ็บ ต่างก็ถอนหายใจโล่งอก
ส่วนหนิงฉางเหวินนั้น โหวจิ้งหย่วนผิดหวังในตัวบุตรอนุผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียผู้นี้อย่างยิ่งแล้ว
ไม่ว่าอนุโจจะร่ำไห้วิงวอนต่อหน้าเขาเพียงใด โหวจิ้งหย่วนก็ยังตัดสินใจขังหนิงฉางเหวินไว้ในเรือนของจวนโหว ห้ามออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
