ชาจิ่วกวาดตามองรอบหนึ่ง ก่อนถามว่า “หว่านเหอเล่า?”
ตลอดครึ่งวันมานี้ นางยังไม่เห็นหว่านเหอเลย
หว่านซิงไม่สะดวกพูดตรง ๆ ว่านางอู้งาน จึงกล่าวอ้อม ๆ ว่า “เมื่อวานนางกินของเย็นมากเกินไป ยามนี้จึงไม่ค่อยสบาย เกรงว่าจะล่วงเกินเจ้านาย เลยยังไม่กล้ามาปรนนิบัติเพคะ”
ชาจิ่วไม่ได้กล่าวอะไร เพียงกางแขนให้จื่อโหรวกับหว่านซิงช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเอนกายนอนพักกลางวัน
ถึงหว่านซิงไม่พูด ที่จริงชาจิ่วก็รู้ความคิดของหว่านเหออยู่แล้ว
ก่อนออกเรือนจากแคว้นอารักขาเหนือ หว่านเหอก็หมายตาตำแหน่งพระชายารองของโม่เหลียนเซียวอวี่แล้ว ทั้งสองลอบมีสัมพันธ์กันเป็นการส่วนตัว
ใครจะรู้ว่าแม้โม่เหลียนเซียวอวี่จะได้ตัวนางไปเชยชมจนหนำใจ แต่กลับดูแคลนนาง ถึงขั้นไม่ยอมมอบตำแหน่งอนุให้ด้วยซ้ำ
หว่านเหอโกรธจนระงับไม่อยู่ จึงเป็นฝ่ายติดตามเจ้านายเข้าวังมา
เมื่อไร้วาสนาครองคู่ ทั้งยังไม่ได้เข้าวังด้วยความเต็มใจ แล้วจะมีใจทำงานให้ดีได้อย่างไร?
ทั้งวันเอาแต่เกียจคร้าน อู้งานไม่หยุดหย่อน ไม่ก็วางอำนาจใส่นางกำนัลตัวน้อยในตำหนักหย่งเล่อ นางไม่กลัวองค์หญิงผู้มีเมตตาจะลงโทษบ้างหรือไร
ทว่าชาจิ่วก็ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องนางอยู่แล้ว
ตำหนักหย่งเล่อเลี้ยงคนกินแรงได้อีกคน ขอเพียงหว่านเหอไม่ทำเรื่องทรยศ ชาจิ่วก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งเสีย
ช่วงนี้ใกล้เข้าสู่วันร้อนที่สุดของฤดู อากาศอบอ้าวยิ่งนัก
ยามเที่ยง จักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงร้องไม่หยุด ชาจิ่วเอนกายอยู่บนเตียง ง่วงงุนจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
หว่านซิงโบกพัดให้นาง
“แย่แล้วเพคะ พระสนม!”
ประตูตำหนักบรรทมถูกผลักเปิด จื่อโหรวรีบร้อนพรวดพราดเข้ามา “ข้างนอกมีมือสังหารเพคะ!”
