ขาของโจวปู้ทงอ่อนยวบ เขาอยากวิ่งหนี แต่ขากลับไม่ยอมขยับ เขาตัวสั่นพลางยกกระบี่ไม้ท้อขึ้นชี้ผู้หญิงคนนั้น “เธอ... อย่าเข้ามานะ! ฉัน... ฉันมีกระบี่ไม้ท้อ!” เสียงของเขาสั่นจนเพี้ยนไปหมด
ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากคล้ำเบ้าตาลึกโหล เธอมองโจวปู้ทงด้วยแววตาว่างเปล่า ปากเผยอเล็กน้อย ก่อนเสียงร้องไห้จะดังขึ้นอีกครั้ง “ฮือ ๆ ๆ...”
โจวปู้ทงตกใจจนขว้างกระดาษยันต์ในมือออกไป มันลอยละล่องลงพื้น ห่างจากผู้หญิงคนนั้นหลายก้าว เขาควักข้าวเหนียวออกมากำหนึ่งแล้วสาดใส่เธอ เม็ดข้าวเหนียวตกกระทบพื้นดังเป๊าะแป๊ะ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาสาดอีกกำ ผลก็ยังเหมือนเดิม
ผู้หญิงคนนั้นลอยเข้ามาหาเขา
โจวปู้ทงหันหลังวิ่งทันที เขาข้ามกองอิฐแตกไปเหยียบแผ่นไม้เข้า แผ่นไม้กระดกขึ้น เขาจึงล้มหน้าคะมำ กระบี่ไม้ท้อกระเด็นไปไกล กระดาษยันต์กระจายเกลื่อนพื้น เขานอนคว่ำอยู่กับพื้นแล้วหันกลับไปมอง ผู้หญิงคนนั้นลอยมาอยู่ด้านหลังแล้ว ห่างจากเขาไม่ถึงสองก้าว
“ช่วยด้วย—!” เขาหลับตาปี๋ ยกมือกุมหัว ตัวสั่นไปทั้งร่าง
รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่ง เห็นผู้หญิงคนนั้นยังยืนอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ได้ขยับ เธอเอียงคอมองเขา แววตาดูคล้ายจะสงสัยอะไรบางอย่าง จู่ ๆ โจวปู้ทงก็นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋ายังมีไฟแช็ก เขาตัวสั่นพลางควักไฟแช็กออกมา แล้วกดจุดไฟดังแชะ
แสงไฟสว่างวาบ ผู้หญิงคนนั้นพุ่งถอยหลังไปหลายเมตรในพริบตา เธอยกมือบังหน้า ราวกับกลัวแสง
โจวปู้ทงชะงักไป เขาลุกขึ้นแล้วถือไฟแช็กเดินเข้าไปหา ผู้หญิงคนนั้นถอยอีกครั้ง ไปหลบอยู่หลังกองอิฐแล้วมองเขาผ่านช่องว่างระหว่างก้อนอิฐ โจวปู้ทงถือไฟแช็กไล่ตาม ส่วนเธอก็หลบอยู่หลังกองอิฐ พลางย้ายไปย้ายมา
