บางครั้งถ้าแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาไม่ได้ เธอก็จะดูซ้ำแล้วลองทำตามซ้ำ ๆ
หวังเหลียนฮวาเคยเห็นนักแสดงหญิงคนหนึ่งแสดงฉากร้องไห้ โอ้โห ร้องแบบไม่มีเสียงสักนิด เงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น น้ำตาไหลไม่หยุด
ไม่เหมือนกับหลิวซานเหนียงที่รับบทหญิงร้องไห้คร่ำครวญเลยสักนิด หลิวซานเหนียงทำให้คนอื่นร้องไห้ตามได้ก็จริง แต่เป็นการร้องไห้เพื่อระบาย พอร้องเสร็จ ความเศร้าในใจก็เบาบางลง ทว่าการร้องไห้ของนักแสดงหญิงคนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เธอเงียบมาก แต่หลังจากร้องไห้จบกลับทำให้คนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
หวังเหลียนฮวาจึงครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาถึงความแตกต่างของการร้องไห้ทั้งสองแบบนี้
พอตกค่ำกลับถึงห้วงมิติ เธอก็ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดวันก่อน จากนั้นจึงเปิดโทรศัพท์ดูหนัง
หนังพวกนั้นโจวเผยเป็นคนแนะนำให้เธอ โจวเผยบอกว่าถ้าอยากเรียนการแสดงก็ต้องดูหนังให้มาก โดยเฉพาะหนังเก่าคลาสสิก บางครั้งดูเรื่องเดียวก็คุ้มกว่าสิบเรื่อง เขายังทำรายการหนังให้หวังเหลียนฮวาด้วย บอกว่าหาในอินเทอร์เน็ตได้ แถมส่วนใหญ่ยังดูฟรี
หวังเหลียนฮวาทำตามที่เขาบอก ทุกวันถ้ามีเวลาก็จะดู ตอนดูไม่ได้สนใจแค่เนื้อเรื่อง แต่เน้นคิดว่าทำไมตัวละครถึงต้องแสดงแบบนี้ในฉากนี้
บางเรื่องที่ดูแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ เธอก็ลองเลียนแบบ โดยจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักแสดงคนนั้น แล้วลองแสดงฉากนั้นด้วยตัวเอง ทำสีหน้าหน้ากระจก พอแสดงถึงตรงนี้ คิ้วต้องเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากต้องเม้มแน่น ทำแบบนี้ไปทำไมกันนะ
เมื่อเวลาผ่านไป เธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้น การแสดงก็คือการแสดง แม้จะเป็นเพียงละคร แต่ถ้าไม่อาจ “มีชีวิต” เป็นคนคนนั้นได้ ส่วนใหญ่ก็คงแสดงออกมาได้ไม่ดี
