จิวเพ่ย์แนะนำหนังผีจากเซียงกั่งให้หวังเหลียนฮวาหลายเรื่อง ในนั้นยังมีผลงานคลาสสิกที่ผู้กำกับสวี่เคยถ่ายทำด้วย เขาบอกให้เธอลองดู เผื่อจะหาอารมณ์ของบทเจอ
หวังเหลียนฮวานั่งอยู่บนเตียงในห้วงมิติ ถือโทรศัพท์มือถือดูหนังทีละเรื่อง
ตอนดูเรื่องแรก เธอไม่ได้ถูกผีหลอก แต่กลับสะดุ้งกับเสียงประกอบจนแทบทำโทรศัพท์มือถือตกเตียง หลังจากนั้นเธอรีบลดเสียงลง พอมีผีโผล่มาอีกก็ไม่ค่อยกลัวแล้ว
เมื่อก่อนตอนทำงานในนา ต่อให้มีงูเลื้อยผ่านหลังเท้า เธอก็ไม่เคยร้องสักแอะ ผีในหนังเรื่องนี้เธอก็รู้ว่าเป็นของปลอม แถมยังมีหน้าจอคั่นอยู่ เธอบอกตัวเองว่าเป็นของปลอมทั้งนั้น ไม่ต้องกลัว
บางครั้งพอผีออกมา เธอก็กดหยุดภาพเพื่อดูอย่างละเอียด ครุ่นคิดว่าผีตัวนี้มีสีหน้าพิเศษอะไรหรือเปล่า แล้วท่าทางเป็นแบบไหน
แต่เธอดูสีหน้าของผีไม่ออก
หวังเหลียนฮวาจมอยู่ในห้วงความคิด
ว่าแต่เวลาแสดงเป็นผีต้องมีสีหน้าด้วยเหรอ ผีก็ไม่จำเป็นต้องแสดงสีหน้าไม่ใช่เหรอ แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้คนกลัวแล้วหรือเปล่า
ถ้าตัวคนไม่กลัว ผีก็จะไม่น่ากลัวใช่ไหม
อาเหิงก็เป็นผีแบบนั้น ไม่ได้หน้าเขียวเขี้ยวงอก ไม่ได้แยกเขี้ยวกางเล็บ เธอแค่ยืนรอคนอยู่ตรงนั้น แล้วบางครั้งก็ออกมาร้องไห้
เธอยังเห็นฉากผีน้ำด้วย จึงอดสนใจขึ้นมาไม่ได้และตั้งใจดูมาก แต่แล้วผีก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากน้ำ ถึงเสียงจะเบามาก แต่ก็ยังทำให้เธอตกใจอยู่ดี
พอตั้งสติได้ เธอก็เบือนหน้าหนี ไม่มองผีที่แต่งหน้าจนน่าเกลียดตัวนั้น ในใจรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
นี่ไม่ใช่ผีน้ำแบบอาเหิงที่เธอจินตนาการไว้
ในบทละครเขียนไว้ว่าอาเหิงเป็นผีที่ตายมานานกว่า 300 ปี พลังผีเข้มข้นจนจับต้องได้ ตอนเธอขึ้นมาจากน้ำต้องเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ราวกับถูกแรงต้านของน้ำถ่วงเอาไว้ สรุปแล้วก็คือต้องแสดงความหนักอึ้งและแข็งทื่อของศพออกมา
หวังเหลียนฮวาคิดไปคิดมา ก่อนกัดฟันเดินไปยังร้านขายเครื่องนอนแห่งหนึ่งข้างตลาด แล้วซื้อผ้าห่มมาผืนหนึ่ง
กลับเข้าห้วงมิติแล้ว เธอคลุมผ้าห่มไว้บนตัว ปล่อยผมสยาย แล้วเดินเข้าห้องน้ำ
เธอเปิดฝักบัวให้น้ำราดตัวเองกับผ้าห่มจนเปียกชุ่ม
จากนั้นก็เริ่มฝึกหน้ากระจก
