วันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใส อ้วนลิ่งฮวาเตรียมไปทดสอบบท
สถานที่คือสตูดิโอของสือหยวนเหริน เป็นห้องขนาดพอดี ๆ ผนังติดแผ่นเก็บเสียง พื้นปูพรมสีเทา หน้าต่างเปิดอยู่ แสงแดดส่องเข้ามาจากด้านนอก ตกกระทบพรมจนสว่างจ้า
ในห้องมีสือหยวนเหริน เฝิงโจวลี่ เจ้าหน้าที่สองคน และช่างกล้องอีกหนึ่งคน จิวเพ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง มือทั้งสองกำโทรศัพท์มือถือไว้โดยไม่มีกะจิตกะใจจะเล่น ขาข้างหนึ่งกระดิกอยู่พักหนึ่งแล้วหยุด มองอ้วนลิ่งฮวาไม่วางตา
อ้วนลิ่งฮวาเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินที่ไล้จิ้งฟางตัดเย็บให้ ผมยังคงปักด้วยปิ่นไม้
พอสือหยวนเหรินเห็นเธอเดินเข้ามาในชุดนี้ก็ชมว่าดี แล้วมองใบหน้าเธออีกครั้ง ก่อนบอกว่าวันนี้ไม่ต้องแต่งหน้า มาทดสอบบทแบบหน้าสดได้เลย
เขายกเก้าอี้ตัวหนึ่งไปวางกลางห้อง “พี่หวัง นั่งตรงนี้ครับ”
อ้วนลิ่งฮวานั่งลง หลังตรงเป๊ะ วางมือทั้งสองไว้บนเข่า
สือหยวนเหรินบอกว่า “ไม่ต้องทำอะไรครับ แค่นั่งเฉย ๆ นั่งเงียบ ๆ จะคิดอะไรก็ได้ เช่น เรื่องในอดีต หรือคิดถึงใครสักคน คิดถึงสถานที่ไหนสักแห่ง ไม่ต้องมองผม ไม่ต้องมองกล้อง คิดซะว่าตอนนี้อยู่คนเดียวก็พอ”
อ้วนลิ่งฮวาพยักหน้า
ในห้องเงียบลง สือหยวนเหรินถอยไปอยู่หลังกล้อง ส่งสัญญาณให้ช่างกล้องเริ่มบันทึกภาพ
อ้วนลิ่งฮวานั่งอยู่บนเก้าอี้ มองไปข้างหน้า หน้าต่างเปิดอยู่ สายลมพัดเข้ามาจากด้านนอก ทำให้ชายเสื้อของเธอปลิวไหว แต่เธอไม่ขยับ
เธอนึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อนานมาแล้ว
ตอนเด็ก ๆ ในลานบ้านของเธอมีต้นทับทิมต้นหนึ่ง พอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ออกผลแดงเต็มต้น พ่อกลับมาจากข้างนอก เก็บผลไม้ใส่ตะกร้าแล้วให้เธอนำไปแจกเพื่อนบ้าน แม่ทำอาหารอยู่ในครัว ยิ้มพลางกำชับว่าอย่าวิ่งเร็วเกินไป ระวังหกล้ม โจ๊กในหม้อเดือดปุด ๆ น้องชายคนเล็กเล่นโคลนอยู่ในลานบ้าน ใบหน้าเปื้อนเป็นทาง ๆ
