อ้วนลิ่งฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองจิวเพ่ย์
จิวเพ่ย์หูไว พอได้ยินเสียงจากปลายสายแว่ว ๆ จับใจความสำคัญได้ไม่กี่คำก็เดาออกคร่าว ๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที
แต่เขาไม่มีทางตัดสินใจแทนพี่หวังได้ ทำได้แค่กลั้นใจไม่พูดอะไร เผลอกลั้นหายใจไปด้วยจนหน้าแดง
จากนั้นอ้วนลิ่งฮวาก็พูดกับคนปลายสายว่า “ขอบคุณนะคะ คุณจ้าว ฉันมีผู้จัดการอยู่แล้ว ไม่คิดจะเปลี่ยนคนด้วย ถ้ามีธุระอะไรก็คุยกับผู้จัดการของฉันได้เลยค่ะ”
จิวเพ่ย์ถอนหายใจโล่งอกทันที
อ้วนลิ่งฮวาวางสาย จิวเพ่ย์ก็พูดว่า “พี่หวัง นั่นมาชวนย้ายค่ายชัด ๆ! เจตนาไม่ดีแน่ เมื่อกี้เขาพูดอะไรกับพี่บ้าง? เดี๋ยวผมวิเคราะห์ให้ฟัง”
อ้วนลิ่งฮวาเล่าคร่าว ๆ ถึงคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อครู่
จิวเพ่ย์หัวเราะหึ ก่อนอธิบายให้อ้วนลิ่งฮวาฟัง “ฟังที่เขาพูดไว้เฉย ๆ ก็พอ อยู่ ๆ ก็มารับปากว่าจะให้บทนางรองเลยเนี่ยนะ? พี่ครับ พี่ก็เล่นละครมาตั้งหลายเรื่องแล้ว พี่เห็นไหมว่าละครหลายเรื่องแค่บทสมทบเล็ก ๆ ยังต้องผ่านการคัดเลือกจริงจังเลย!
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทนางรองซึ่งเป็นโอกาสสำคัญ ต้องผ่านการทดสอบบทตั้งกี่รอบถึงจะตัดสินใจได้? เขายังไม่เคยเจอหน้าพี่ด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าพูดลอย ๆ ว่าจะยกบทนางรองให้พี่ตรง ๆ นี่ไม่เรียกว่าวาดฝันลม ๆ แล้ง ๆ แล้วจะเรียกว่าอะไร!”
ยิ่งพูดจิวเพ่ย์ก็ยิ่งโมโห “แล้วที่บอกว่าทรัพยากรดีกว่าผู้จัดการคนปัจจุบันคืออะไร? เขากำลังยุให้พี่กับผมแตกคอกัน! คนปกติที่ไหนจะเริ่มด้วยการเหยียบคนหนึ่งแล้วชูอีกคนขึ้นมา?
“เขาก็แค่อยากทำให้พี่คิดว่าผู้จัดการคนปัจจุบัน อ้อ ก็คือผมเนี่ยแหละ เป็นตัวถ่วงพี่! พอพี่หุนหันพลันแล่นทะเลาะกับผมจนแตกหัก พี่ก็จะกลายเป็นลูกแกะรอถูกเชือด
“พี่ไม่รู้หรอกว่าในวงการนี้มีบริษัทไร้จรรยาบรรณตั้งเยอะ หลอกคนไปเซ็นสัญญาทาสที่มีค่าฉีกสัญญาแพงหูฉี่ หรือไม่ก็หาทางเรียกเก็บค่าเสื้อผ้า ค่าถ่ายรูปโปรไฟล์ เล่นงานเด็กใหม่จนร้องให้ใครช่วยก็ไม่มีใครได้ยิน
