ยามค่ำคืน เมืองภาพยนตร์สว่างไสวด้วยแสงไฟ คึกคักครึกครื้นเป็นพิเศษ
หวังเหลียนฮวายืนอยู่ตรงทางเข้า ซึ่งมีป้ายไฟสีสันสดใสขนาดใหญ่เขียนว่า “ค่ำคืนคอสเพลย์สุดหรรษา” พลางมองภาพเบื้องหน้าที่ระยิบระยับด้วยความแปลกใหม่
เธอสวมวิกผมไว้บนศีรษะ จงใจทำให้ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นชุดเก่าขาดวิ่นชุดนั้น ชุดที่เธอสวมตอนเพิ่งมาถึงโลกนี้
เสื้อผ้าชุดนี้ขาดมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าปะชุนไปกี่ครั้งแล้ว ชายแขนรุ่ยเป็นฝอย ส่วนชายเสื้อบางจุดก็กลายเป็นพู่ไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังพาเธอมาร่วมงานนี้ได้อีกครั้ง
“เหลียนฮวา! ทางนี้!” เสียงเรียกของเฉียนจินยวี่ดังทะลุเสียงอึกทึกของผู้คนรอบข้างมาได้อย่างชัดเจน
หวังเหลียนฮวามองตามเสียง ก็เห็นอีกฝ่ายสวมกี่เพ้าสีแดงสดดัดแปลง ผมเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นระยิบระยับ ดูราวกับคุณนายตระกูลร่ำรวยที่หลุดออกมาจากภาพวาด
เฉียนจินยวี่เห็นชุดของหวังเหลียนฮวาแล้วก็หัวเราะ “ดี ๆ ชุดนี้เหมาะกับเธอมาก! ฉันยังจำได้เลยว่าตอนเราเจอกันครั้งแรก เธอก็ใส่ชุดนี้”
เธอโบกมืออย่างเต็มแรง แหวนอัญมณีเม็ดใหญ่ทั้งห้าวงบนมือทอประกายวูบวาบใต้แสงไฟ “ไปกัน! วันนี้เราสองคนจะเป็นพี่น้องยาจก (ผู้ดี) คู่ซี้!”
หวังเหลียนฮวาถูกเธอทำให้หัวเราะ ก่อนปล่อยให้ลากเข้าไปด้านใน
หวังเหลียนฮวาเคยเห็นเมืองภาพยนตร์ยามค่ำคืนมาก่อน แต่วันนี้กลับรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกตา ราวกับทุกอย่างเปลี่ยนโฉมไป
โคมไฟริมถนนทำเป็นรูปโคมวัง แสงเงาสั่นไหวไปมา ทุกหนแห่งมีผู้คนแต่งกายแปลกตา บ้างเป็นเจไดถือดาบแสง บ้างเป็นนักล่าปีศาจสะพายดาบยักษ์ บ้างเป็นสาวน้อยสวมกระโปรงโลลิตา และยังมีสาวงามแต่งหน้าในชุดโบราณอีกด้วย
กลิ่นหอมฉุนเย้ายวนของเนื้อย่างลอยอบอวลในอากาศ บางครั้งก็มีหอมหวานของป๊อปคอร์นลอยมาแตะจมูก
ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ คนที่เดินผ่านไปมาต่างดูมีความสุขอย่างไม่คิดจะเก็บซ่อน
หวังเหลียนฮวามองจนตาลาย
เธอไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นกำลังสวมบทเป็นใคร เฉียนจินยวี่จึงคอยอธิบายให้ฟัง
เด็กผู้หญิงตัวเล็กทางโน้นแต่งเป็นเจ้าหญิงเอลซา ส่วนหนุ่มน้อยที่ช่วยเก็บลูกโป่งให้เธอแต่งเป็นสไปเดอร์แมน
