ลู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามของเธอ
เขาพิงพนักเก้าอี้ ท่านั่งดูผ่อนคลาย แต่แผ่นหลังยังตั้งตรง ท่าทางนี้ทำให้ความห่อเหี่ยวที่เคยติดตัวเขาหายไปจนหมด
เขามองจางชุ่ยฟาง สีหน้าของเธอดูไร้เดียงสาและงุนงง ราวกับอาการป่วยกำเริบอีกแล้ว เธอดึงกุญแจมือจนมันเสียดสีกับที่วางแขนของรถเข็นเกิดเสียงขึ้นมา ดูเหมือนจะรู้สึกสนุก จึงจับมันพลิกไปพลิกมาไม่หยุดราวกับเด็กเจอของเล่นชิ้นใหม่
ลู่เฉินเอ่ยขึ้นช้า ๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องเรื่องหนึ่ง
“เมื่อ 35 ปีก่อน มีหญิงสาวคนหนึ่งได้รู้จักกับตำรวจที่อายุมากกว่าเธอ 5 ปี เพราะคดีคดีหนึ่ง ตอนนั้นเขาเป็นพ่อม่ายมาได้ 2 ปีแล้ว ทั้งคู่คบหากันไม่นาน ตำรวจคนนั้นเป็นสารวัตรในทีมสืบสวนคดีอาญา เขายุ่งอยู่เสมอ หญิงสาวจึงมักหอบของไปหาเขา วันหนึ่งเขาออกไปปฏิบัติภารกิจ หญิงสาวก็กลับบ้านเอง”
นิ้วมือของจางชุ่ยฟางที่วางอยู่บนผ้าห่มขยับงอเล็กน้อย ก่อนจะกำแน่นเป็นหมัดอย่างเงียบ ๆ
“หญิงสาวคนนั้นถูกข่มขืน เธอหลบซ่อนตัว แล้วต่อมาก็คลอดลูกออกมาคนหนึ่ง
“เธอเลี้ยงลูกไม่ไหว จึงแอบเอาเขาไปวางไว้หน้าบ้านพี่สาว ที่จริงตั้งแต่เด็กสองพี่น้องก็ไม่ถูกกัน พี่สาวรังเกียจเธอ พอโตขึ้นทั้งคู่แทบไม่ได้ติดต่อกัน
“เธอซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านพี่สาว มองพี่สาวที่ออกจากบ้านมาเห็นเด็กคนนั้น แล้วอุ้มเข้าไปในบ้าน ไม่นานพี่สาวกับพี่เขยก็รับเด็กคนนั้นเป็นลูกบุญธรรม
“เธอไม่ได้ไปไหน แต่เช่าบ้านอยู่แถวนั้น เฝ้ามองเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นทีละน้อย ตอนเขาไปโรงเรียน เธอจะแอบเดินตามอยู่ห่าง ๆ ตอนเขาป่วย เธอก็แอบเอายาไปวางไว้หน้าประตู
“จนกระทั่งเธอพบว่าเด็กคนนั้นไม่เหมือนคนอื่น ตั้งแต่ยังเล็ก เขาก็ชอบทรมานแมลงจนตาย ทั้งมด ตั๊กแตน และผีเสื้อ เขาบี้พวกมันจนแหลกเละ หรือไม่ก็เด็ดปีกกับหนวดออก แล้วนั่งมองพวกมันดิ้นรน”
