พระอาจารย์อู๋จู้พาหวังเหลียนฮวาขึ้นรถม้าไปยังเรือนพักแยกที่องค์หญิงใหญ่ประทับ
หน้าประตูมีองครักษ์ถือดาบเฝ้าอยู่หลายคน พอเห็นพระอาจารย์อู๋จู้มาถึงก็โค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองหวังเหลียนฮวาตั้งแต่หัวจรดเท้า
หวังเหลียนฮวารู้สึกได้ถึงไอสังหารอันคมกริบที่ราวกับกรีดผ่านร่าง จึงหดคอโดยไม่รู้ตัว มือทั้งสองขยุ้มชายเสื้อแน่น แล้วหลบไปอยู่หลังพระอาจารย์อู๋จู้
“หยุดก่อน” องครักษ์หัวหน้าชักดาบขวางทาง น้ำเสียงเย็นชา “เชิญพระอาจารย์เข้าไปได้ แต่หญิงผู้นี้ยังไม่ทราบที่มา ต้องตรวจค้นก่อนจึงจะเข้าไปได้”
ขณะนั้นเอง ประตูด้านข้างของเรือนพักส่งเสียงเอี๊ยดเปิดออก สตรีวัยกลางคนแต่งกายเรียบร้อยสองคนเดินออกมา ตามหลังด้วยสาวใช้วัยเยาว์อีกสองคน หัวหน้านางกำนัลกวาดตามองหวังเหลียนฮวาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยอย่างไร้อารมณ์ว่า “เชิญพระอาจารย์เข้าไปได้เลย ส่วนหญิงผู้นี้ ข้าจะพาเข้าไปตรวจเอง”
องครักษ์จึงถอยหลีกทางให้
นางกำนัลส่งสายตาให้สาวใช้ที่อยู่ข้างหลัง ทั้งสองจึงเข้ามาประกบหวังเหลียนฮวาไว้คนละข้าง นางกำนัลกล่าวเสียงเรียบว่า “แม่นาง กฎเป็นเช่นนี้ ล่วงเกินแล้ว โปรดตามข้าไปยังห้องด้านข้าง”
หวังเหลียนฮวารีบพยักหน้า พยายามฝืนยิ้มประจบ “เจ้าค่ะ ๆ ข้าน้อยเข้าใจ เข้าใจดี”
เมื่อไปถึงห้องด้านข้าง สาวใช้ทั้งสองแม้จะไม่ได้ลงมืออย่างหยาบคาย แต่ก็ไม่ปรานีเช่นกัน พวกนางให้หวังเหลียนฮวาถอดเสื้อผ้าจนหมด แล้วคลำตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด จากนั้นยังถอดมวยผมที่สวมอยู่บนศีรษะมาตรวจอย่างถี่ถ้วน เรื่องโกนผมได้รายงานพระอาจารย์อู๋จู้ไว้แล้ว ตอนนี้นางจึงสวมวิกผมที่ซื้อจากทางนี้
หวังเหลียนฮวาก้มหน้า ตัวสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ปริปากสักคำ ยอมให้พวกนางจัดการตามใจ
เมื่อตรวจเสร็จและแน่ใจว่าแม้แต่จุดที่คาดไม่ถึงก็ไม่มีสิ่งผิดปกติซุกซ่อนอยู่ นางกำนัลจึงผ่อนน้ำเสียงลงเล็กน้อย “เข้าไปได้แล้ว สำรวมกิริยาหน่อย อย่าไปล่วงเกินผู้สูงศักดิ์”
