ดนตรีประกอบอันนุ่มนวลดังขึ้น แฝงความเศร้าและเสียดายอยู่บางเบา ไฟในโรงภาพยนตร์สว่างขึ้นแล้ว แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นทันที
คราบน้ำตาบนใบหน้าของลู่หนิงแห้งไปแล้ว แต่เธอยังไม่อยากลุก รู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก ส่วนเพื่อนสนิทที่นั่งข้าง ๆ ก็ยังนิ่งไม่ไหวติง เห็นได้ชัดว่ายังคงจมอยู่กับความรู้สึกที่ตกค้างยาวนาน
แม่ลูกคู่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลลุกขึ้นก่อน เด็กสาวชื่อเสี่ยวอวี่กอดแขนแม่แน่น พอเดินออกมาถึงหน้าประตู เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “โชคดีที่คุณยายออกไปแสดงกับคณะเต้นรำ ไม่งั้นหนูคงกลัวว่าแกจะร้องไห้หนักกว่าหนูอีก”
แม่ของเธอพูดอะไรบางอย่าง เด็กสาวก็หัวเราะแล้วเอนศีรษะพิงไหล่แม่อีกครั้ง
ลู่หนิงมองตามแผ่นหลังของพวกเธอ จู่ ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง เธอคิดถึงแม่เหลือเกิน จึงลากเพื่อนสนิทขึ้นแท็กซี่กลับห้องเช่า แล้วรีบโทรหาแม่ทันที
ปลายสายรับโทรศัพท์ เสียงคุ้นเคยดังขึ้น “ฮัลโหล หนิงหนิงเหรอ?”
ลู่หนิงปล่อยโฮทันที “แม่! หนูคิดถึงแม่มาก!!!”
แม่ที่อยู่อีกฝั่งชะงักไปครู่หนึ่ง รอจนลูกสาวร้องไห้เสร็จ ถึงถามทั้งขำทั้งจนใจว่า “หนังซึ้งมากเหรอ ทำไมร้องไห้ขนาดนี้ล่ะ”
ลู่หนิงนอนคว่ำคุยกับแม่บนเตียงอยู่นานสองชั่วโมง จนแม่รับปากว่าคราวหน้าที่เธอกลับบ้านจะทำของอร่อยให้กินเยอะ ๆ ทั้งยังเร่งให้เธอไปอาบน้ำเข้านอน เธอถึงยอมวางสายอย่างอิ่มอกอิ่มใจ แล้วไปอาบน้ำ
หลังจาก《แม่น้ำที่มองไม่เห็น》เข้าฉายได้ระยะหนึ่ง กระแสก็เริ่มค่อย ๆ แรงขึ้น ในโลกออนไลน์มีแต่เสียงบ่นว่า “ร้องไห้จนแทบตาย” และ “ดูจบแล้วยังจุกไม่หาย”
