หวังเหลียนฮวาไม่คิดเลยว่าการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเองจะถูกจับได้ ใบหน้าพลันแดงก่ำ รีบก้มหน้าลง “มะ...ไม่มีอะไรไม่เหมาะหรอกค่ะ”
พูดจบ เธอก็อดเหลือบมองไปทางแม่นมเหยียนไม่ได้
แม่นมเหยียนยืนปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ ก้มหน้าสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีใด ๆ
ตอนนี้องค์หญิงใหญ่กำลังอารมณ์ดี จึงตรัสว่า “ถ้าไม่มีอะไรไม่เหมาะ เหตุใดสายตาถึงเอาแต่จับจ้องนางอยู่ล่ะ เจ้านี่นะ เป็นสตรีที่เก็บเรื่องไว้ในใจไม่เก่ง มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ”
หวังเหลียนฮวากระแอมอย่างเขินอาย พลางถูมือไปมา แล้วมองแม่นมเหยียนอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้แอบมองแล้ว “องค์หญิง ที่จริงข้าอยาก...อยากเรียนวิธีจัดการคนจากแม่นมเหยียนเจ้าค่ะ”
“อ้อ? เจ้าอยากเรียนงานดูแลบ้านหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ!” หวังเหลียนฮวามีสีหน้าจริงจัง ราวกับแฝงความคาดหวังเล็ก ๆ อยู่ในใจ “ข้าเห็นแม่นมเหยียนคอยรับใช้พระองค์ พูดจาทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมด แถมยังดูน่าเกรงขามตั้งแต่หัวจรดเท้า พวกนางกำนัลกับขันทีข้างล่างเห็นนางแล้วต่างก็เชื่อฟังกันหมด
“ที่บ้านข้ามีคนเยอะ ตอนนี้ก็ทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ พอรับคนเข้ามามากขึ้น ทุกวันก็เลยวุ่นวายไปหมด ข้าคิดว่าถ้าได้เรียนเคล็ดลับสักเล็กน้อยจากแม่นม กลับไปจะได้จัดการคนทั้งบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ชีวิตจะได้มีแบบแผนขึ้นบ้าง องค์หญิง ท่านว่า...ข้าจะเรียนเรื่องนี้จากแม่นมได้ไหมเจ้าคะ?”
องค์หญิงใหญ่คิดในใจว่า สตรีผู้นี้ตรงไปตรงมาดี ไม่ปิดบังอะไร อยากเรียนรู้ทักษะก็เพื่อกลับไปดูแลพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเองให้ดี
นับว่านางมีปัญญาไม่น้อย ตอนวาดกล้วยไม้ก็แฝงกลิ่นอายเซนไว้ได้ถึงเพียงนั้น เนื้อเจที่ทำจากบ้านนางก็ถูกปากพระองค์ ส่วนความคิดเล็ก ๆ ที่อยากก้าวหน้าในตอนนี้ สำหรับพระองค์แล้วเป็นเพียงเรื่องง่ายดาย ไม่ได้ลำบากอะไรเลย
