หลังจากอ่านจบ หวังเหลียนฮวาก็รู้สึกทันทีว่านี่มันไม่ใช่ความรักเลย แต่เป็นการเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับลูกอย่างชัด ๆ
เธอเองก็เป็นแม่คน ในความเข้าใจของเธอ แม่ควรเป็นคนที่ไม่ว่าลูกจะทำผิดอะไร ก็ยังยิ้มพลางลูบหัวแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร”
แต่แม่ในเรื่องอย่างเหลียงจิ้งนั้น ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงสักหน่อย คำว่า “ฉันทำไปก็เพื่อเธอทั้งนั้น” กลับฟังราวกับเป็นคำสาปที่เธอใช้สาปตัวเองกับลูกสาว
เผยลั่วเหรินมองสีหน้าของเธอแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแค่แรงกดดันของแม่เลี้ยงเดี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างแม่ลูกเท่านั้น ลองอ่านต่อสิ
“ช่วงครึ่งหลังของบท แอนอันคิดมาตลอดว่าแม่เกลียดที่เธอทำให้ชีวิตแม่ต้องลำบาก จนกระทั่งแม่เกิดเส้นเลือดในสมองแตกกะทันหันและหมดสติ แอนอันจึงพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งตอนจัดของเก่าให้แม่”
หวังเหลียนฮวาทำตามที่เผยลั่วเหรินบอก แล้วเปิดไปยังฉากนั้น
ในบันทึกเขียนถึงความหวาดกลัวในใจของเหลียงจิ้งเอาไว้ว่า
“ฉันไม่กล้าหยุด เพราะพอหยุดทีไร ก็จะนึกถึงตอนที่พ่อของลูกทอดทิ้งพวกเรา ฉันต้องเข้มแข็งขึ้น ต้องปกป้องลูกสาวให้ดี แต่ไม่รู้ทำไม ฉันถึงคอยทำร้ายความรู้สึกของแกอยู่เรื่อย ฉันควรทำยังไงดี...”
หลังอ่านบันทึกของเหลียงจิ้งจบ หวังเหลียนฮวาก็นึกถึงตอนที่เธอรับบทเป็น “อู๋เหลียนฮวา” หัวหน้าคณะกรรมการชุมชน ซึ่งเคยจัดการกับเหตุการณ์หนึ่ง
ตัวละครหลักในเหตุการณ์นั้นก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเช่นกัน ตอนนั้นเธอรับบทเป็นคนมองดูอยู่ห่าง ๆ แม้จะรู้สึกสงสารแม่คนนั้น แต่ก็ไม่ได้อินลึกซึ้งอะไรนัก
แต่พอได้อ่านบทเรื่องนี้และสวมบทเป็นแม่คนนี้ เธอกลับสัมผัสได้ทันทีถึงความอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก
เมื่อหวังเหลียนฮวาอ่านจบ เผยลั่วเหรินก็พูดว่า “สิ่งที่เราอยากชวนคนดูคิดในหนังเรื่องนี้ คือสายน้ำที่มองไม่เห็นระหว่างแม่กับลูก ประเด็นที่หนังอยากสื่อคือ แม่เลี้ยงเดี่ยวหลายคนต้องแบกรับแรงกดดันในการเอาชีวิตรอดมากเกินไป จนจำต้องถ่ายโอนความกังวลไปให้คนที่ใกล้ชิดที่สุด
