“แพงขนาดนั้นเลยเหรอ?” เธอเบิกตากว้าง
“นั่นมันเมืองหลวงนะ! ที่ดินทุกตารางนิ้วมีค่าเป็นทองทั้งนั้น” จิวเพ่ย์บอก
อ้วนลิ่งฮวาพยักหน้า ทางฝั่งของเธอก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ยิ่งเมืองใหญ่ บ้านก็ยิ่งแพง แต่ราคาสูงถึงขนาดที่จิวเพ่ย์บอก เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิด
หลังกินข้าวเสร็จ อ้วนลิ่งฮวากลับไปยังบ้านเลขที่ 17 ตรอกชิงอวิ๋น แล้วนั่งลงบนเตียง เปิดบทที่จิวเพ่ย์ส่งมาให้
เริ่มจากเรื่องย่อก่อน
อ้วนลิ่งฮวาฟังเสียงบรรยายไปพลาง อ่านข้อความที่พิมพ์ลงบนกระดาษขนาดเอสี่ไปพลาง เธอท่องตามอยู่ในใจเงียบ ๆ
เรื่องนี้เล่าถึงแม่ชีในสมัยราชวงศ์หยวนผู้หนึ่งชื่ออู๋เนี่ยน นางเชี่ยวชาญการวาดกล้วยไม้ ในบั้นปลายชีวิต นางวาดภาพ 《กล้วยไม้ในหุบเขาว่างเปล่า》 เสร็จแล้วเขียนถ้อยคำไว้หนึ่งบรรทัดว่า “ไร้ใจให้สงบ” จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าภาพจนสิ้นใจ วิญญาณของนางผูกติดอยู่ในภาพนั้น
หลายร้อยปีต่อมา นักวิจัยชื่อสวี่เฉิงศึกษาภาพวาดนี้ เธอพบว่ากล้วยไม้ในภาพเติบโตขึ้นได้เอง และในยามค่ำคืนยังได้ยินเสียงคนสวดมนต์ด้วย คืนหนึ่ง แม่ชีในภาพเดินออกมา สวมเสื้อผ้าสีเรียบและรองเท้าผ้า นั่งสมาธิเงียบงัน
สวี่เฉิงลองสื่อสารกับนาง แล้วพบว่าอู๋เนี่ยนจะตอบเฉพาะคำถามที่เกี่ยวข้องกับ “ความว่าง” และ “การมีอยู่” เท่านั้น สวี่เฉิงถามนางว่าเหตุใดยังอยู่ในภาพ อู๋เนี่ยนตอบว่า “รอใครคนหนึ่ง” รอใครน่ะหรือ? ไม่รู้ สวี่เฉิงค้นคว้าตำราโบราณมากมาย จึงพบว่าในอดีตอู๋เนี่ยนมีศิษย์ฆราวาสคนหนึ่ง ทั้งคู่พลัดพรากกันในช่วงสงคราม ก่อนตายนางวาดภาพกล้วยไม้นี้ไว้ ก็เพราะต้องการทิ้งไว้ให้ศิษย์
สวี่เฉิงตามหาทายาทของศิษย์คนนั้นจนพบ เป็นศาสตราจารย์ชราคนหนึ่ง เมื่อเห็นภาพวาด ศาสตราจารย์ชราก็ร่ำไห้อยู่พักใหญ่ อู๋เนี่ยนเดินออกมาจากภาพ จ้องตากับศาสตราจารย์ชราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประนมมือกล่าวว่า “กล้วยไม้มิได้มีเมล็ดพันธุ์ แล้วจะต้องมีผู้สืบทอดไปไย”
