หลินม่อยังใจอ่อนอยู่ดี หลัก ๆ ก็เพราะฟู่เยี่ยนเซินดูทรมานจริง ๆ
เธอพยักหน้าตกลง
ทันทีที่ได้รับคำอนุญาตจากเธอ ดวงตาของฟู่เยี่ยนเซินก็แดงก่ำไปหมด เขาพุ่งเข้าหาเธอราวกับคนเสียสติ
“เสี่ยวม่อ...”
ฟู่เยี่ยนเซินก้มลงจูบหลินม่ออย่างบ้าคลั่ง มืออีกข้างก็รีบร้อนกระชากเนกไทออก ก่อนโยนนาฬิกาข้อมือทิ้ง
นาฬิกาถูกเขาโยนลงบนพื้นกระเบื้องอย่างรีบร้อน ส่งเสียงกระทบดังใสกังวาน ไม่ต้องดูก็รู้ว่าต้องแตกแน่
หลินม่อถูกเขาจูบอย่างหนักหน่วงจนแทบไม่มีช่องว่าง แถมยังไร้จังหวะและไร้ชั้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าฟู่เยี่ยนเซินไม่มีประสบการณ์ ริมฝีปากของเขายังดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่ความปรารถนาและความใคร่รู้ที่มีต่อร่างกายของเธอกลับร้อนแรงเหนือใคร
เขาราวกับเด็กหนุ่มเลือดร้อน อยากครอบครองทุกส่วนของเธอ แม้เขาอาจพยายามข่มใจและควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่หลินม่อก็ยังถูกจูบจนแทบขาดอากาศหายใจ
ริมฝีปากและลิ้นเกี่ยวกระหวัดกัน จูบเร่าร้อนทำให้หลินม่อมึนงง ร่างกายอ่อนระทวย
ตอนที่หลินม่อคิดว่าตัวเองคงขาดอากาศหายใจเพราะจูบจนลืมหายใจ ในที่สุดฟู่เยี่ยนเซินก็ยอมผละริมฝีปากออกจากเธอ
“เสี่ยวม่อ...คุณหวานจัง”
ฟู่เยี่ยนเซินประคองใบหน้าเธอไว้ แววตาที่มองมาร้อนแรงจนน่ากลัว น้ำเสียงแหบพร่าถึงขีดสุด
หน้าอกของหลินม่อกระเพื่อมขึ้นลง เธอหอบหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาฉ่ำวาวจับจ้องเขา นิ้วเรียวไล้ลงมาตามแผงอกของเขา ก่อนจะแกล้งถามว่า “ฟู่เยี่ยนเซิน คุณเป็นหนุ่มพรหมจรรย์จริง ๆ เหรอ”
ฟู่เยี่ยนเซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติแล้วรีบส่ายหน้า “แน่นอน!”
ขณะที่เขากำลังร้อนรนอยากอธิบาย หลินม่อก็ยื่นนิ้วเรียวขึ้นมาปิดปากเขาเสียก่อน
เธอถามเขาพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้น...เมื่อกี้ทำไมถึงจูบเก่งขนาดนั้นล่ะ”
