ตอนที่ 5 พี่สะใภ้จงใจกลั่นแกล้ง ด่าหน้าแตกกลางวง
ซูเนี่ยนเหอตกใจจนขนหัวลุก รีบซ่อนขวดแก้วเล็กในมือไว้ข้างหลัง ก้มหน้างุดเดินเลียบกำแพงหลีกทางให้เฉินหวย
เธอเดินเร็ว ก้าวเท้าดูไม่เป็นระเบียบ
เฉินหวยร่างสูงใหญ่ ยืนอยู่ในทางเดินแคบ ๆ ไออุ่นจากกายชายหนุ่มผ่านเสื้อเชิ้ตบาง ๆ สัมผัสเธอ
กลิ่นน้ำนมหอมหวานคละคลุ้งในอากาศ ลอยเข้าจมูกยั่วยวนใจ
เฉินหวยทอดสายตาลง มองติ่งหูแดงจัดกับซอกคอขาวผ่องของเธอ
ลูกกระเดือกของเขาเคลื่อนไหว สายตาจับจ้องที่มือซึ่งเธอซ่อนไว้ด้านหลังอยู่สองวินาที แต่ไม่ได้ถามอะไร เบี่ยงตัวให้เธอหนีไป
ซูเนี่ยนเหอวิ่งเข้าครัวไป หัวใจเต้นรัวรัว
ในครัว ป้าหวังยังคงเช็ดเหงื่อพลางพยายามกล่อมซูผิงอัน
เด็กน้อยร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง แขนขาปัดป่ายไปมา
ซูเนี่ยนเหอหันหลังให้ป้าหวัง เทของเหลวสีขาวจากขวดแก้วลงในขวดนมที่ชงไว้อย่างรวดเร็ว ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากันแล้วเดินไปส่งให้
“ป้าหวัง ขอลองดูอีกทีค่ะ”
พอจุกนมยัดเข้าปากซูผิงอัน เด็กน้อยส่งเสียงอือออสองที จากนั้นได้กลิ่นคุ้นเคย มือน้อยทั้งสองก็คว้าขวดนมไว้ ดูดดื่มอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่นาที นมหมดขวดเกลี้ยง
เด็กน้อยเรอเอิ๊กอ๊าก หลับตาพริ้มอย่างพึงพอใจ
ป้าหวังพึมพำสาธุการ เอ่ยปากชมซูเนี่ยนเหอว่ามีความสามารถ
ซูเนี่ยนเหอถอนหายใจเฮือกยาว ล้างขวดเปล่าจนสะอาดเก็บไว้
ยามเย็น ฟากฟ้าลุกโชนด้วยเมฆสีเพลิง ไอร้อนยังไม่จางหาย
เฉินเทาลูกชายคนโตของบ้านมาเลิกงาน เข็นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน แขวนกระเป๋าเอกสารไว้ที่ราวแขวนหมวกในห้องนั่งเล่น
เขาเดินเข้ามาในบ้าน เจอซูเนี่ยนเหอกำลังใช้ผ้าแห้งเช็ดถ้วยชามที่ล้างแล้ว
“เสี่ยวซู วันนี้ผิงอันซนไหม” เฉินเทาถามขึ้นลอย ๆ
ซูเนี่ยนเหอก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม “ตอนบ่ายกินนมไปขวดใหญ่เลยค่ะ ตอนนี้หลับสบายอยู่”
เฉินเทาพยักหน้า กำลังจะเอ่ยปาก พี่สะใภ้หวังลี่ผิงก็สวมรองเท้าส้นเตี้ยเดินมาจากข้างนอก
วันนี้เธอใส่ชุดกระโปรงลายดอกตัวใหม่ นึกว่าตัวเองดูดี แต่พอสายตากวาดไปที่ซูเนี่ยนเหอ หน้าก็เบ้ลง
ซูเนี่ยนเหอใส่เสื้อตัวเก่าหลวม ๆ แต่เนื้อผ้าก็ปิดไม่มิดความอวบอิ่มของหน้าอก เอวบางราวกับใช้สองมือรวบก็ขาด
ความสาวและความอวบอิ่มของเด็กสาว ทำให้ชุดใหม่ของหวังลี่ผิงดูไร้ราศีไปถนัดตา
เฉินเทายังพูดอย่างอารมณ์ดี
หวังลี่ผิงส่งเสียงเหยียดลมจมูก แล้วเดินกระทืบเท้าหนัก ๆ เข้าครัวไป
บนเขียงมีแตงกวากับมะเขือเทศหั่นไว้แล้ว
หวังลี่ผิงใช้นิ้วเขี่ยใบผัก น้ำเสียงสูงปรี๊ด “นี่ทำอะไร ใส ๆ จืด ๆ ให้กระต่ายกินรึไง บ้านเราให้เงินเดือนยี่สิบหยวน ไม่ใช่ให้มากินหญ้านะ”
ซูเนี่ยนเหอเอามือสองข้างถูกับผ้ากันเปื้อน อธิบายเบา ๆ “กลางวันป้าหลิวบอกว่าอากาศร้อนไม่เจริญอาหาร ให้ทำอาหารเย็นรสอ่อน ๆ…”
“รสอ่อนไม่ใช่ให้ทำแต่กับข้าวผัก” หวังลี่ผิงขัดจังหวะ “ไป เอาหมูมาหั่นใหม่ ทำเนื้อผัดเปรี้ยวหวาน แล้วก็ซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊ว เฉินเทาทำงานมาทั้งวัน ไม่กินเนื้อสัตว์บ้างได้ยังไง”
กับข้าวสองอย่างนี้ใช้เวลาทำนานมาก ปาเข้าไปนี่ก็ใกล้เวลากินข้าวแล้ว ชัดเจนว่าจงใจแกล้ง
ซูเนี่ยนเหอไม่กล้าขัดขืน ก้มหน้าก้มตาหันไปหยิบเนื้อหมูบนเขียง
หน้าอกเธอคัดตึงแทบทนไม่ไหว ตอนบ่ายรีดนมออกไปแค่ครึ่งขวด ตอนนี้ยังคัดอยู่เกือบเต็ม
แค่ขยับตัวนิดหน่อย ผ้าก็เสียดสีกับผิว ความรู้สึกคัดตึงทำให้แขนขาอ่อนเปลี้ย
เธอกัดฟัน ชะลอฝีมือ หั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็ก ๆ เท่า ๆ กันอย่างช้า ๆ
ในครัวร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก เสื้อผ้าติดหลังเหนอะหนะ
ซูเนี่ยนเหอยืนล้างซี่โครงหมูที่อ่าง น้ำเย็นจากก๊อกราดใส่มือ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความร้อนในกายลดลงเลย ตรงหน้าอกเสื้อมีเหงื่อซึมเป็นหย่อมเล็ก ๆ ผ้าที่รองไว้ด้านในก็หนักชื้น
เธอแอบชำเลืองออกไปข้างนอก เห็นไม่มีใครสนใจ จึงแอบคลายคอเสื้อระบายอากาศ
ภาพนี้ดันตกไปอยู่ในสายตาของเฉินหวย ซึ่งเพิ่งเดินมาถึงประตูครัว
เดิมทีเขาจะมาเอาน้ำต้มสุกเย็น สายตาลอดผ่านบานประตูไม้ที่เปิดครึ่งหนึ่ง ตกลงตรงคอเสื้อที่เปิดแย้มอยู่ของซูเนี่ยนเหอ ผิวขาววาววับมีเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ เกาะอยู่ ไหวขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบถี่
เฉินหวยชะงักเท้า มือที่ถือแก้วเคลือบกระชับแน่นขึ้น ในหัวบังคับไม่อยู่ ผุดภาพความฝันอันเหลวไหลขึ้นมา ความรู้สึกลื่นนุ่มกับกลิ่นหอมหวานของน้ำนมก็กลับมารบกวนปลายจมูกอีกครั้ง
เขากระแอมเบา ๆ ก้าวเดินเข้าไป
ซูเนี่ยนเหอได้ยินเสียง ตกใจจนรีบติดกระดุมเสื้อ หันกลับมาก้มหน้าเรียก “พ่อหนุ่มเทคนิค”
เฉินหวยไม่ตอบ เดินไปข้างโอ่งน้ำ ตักน้ำเย็นขึ้นมาเต็มแก้วใหญ่ เงยหน้าดื่มรวดเดียวเกือบหมด ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง น้ำหยดจากคางไหลเข้าปลอกคอเสื้อ
“ทำกับข้าวก็ตั้งใจทำ อย่ามัวแต่ชำเลืองมองไปทั่ว” เฉินหวยวางแก้วน้ำ โยนคำพูดเย็นชาทิ้งไว้ทีหนึ่ง หมุนตัวออกจากครัวไป
ซูเนี่ยนเหอน้อยใจจนกัดริมฝีปากแน่น
ชัด ๆ ว่าหวังลี่ผิงตั้งใจแกล้ง แต่คนนี้ยังจะมาเอ็ดเธออีก
ซี่โครงหมูตุ๋นซีอิ๊วต้องลวกน้ำร้อนก่อน แล้วคั่วน้ำตาลให้เป็นสีน้ำตาล ส่วนเนื้อผัดเปรี้ยวหวานก็ต้องชุบแป้งทอด
ซูเนี่ยนเหอยืนหน้ามึนอยู่หน้าเตาแก๊สนานเกือบชั่วโมง ร้อนจนหน้ามืดตาลาย อาการคัดตึงที่หน้าอกยิ่งทวีความทรมาน แขนก็ยกไม่ขึ้น
ในที่สุดอาหารเย็นก็ยกขึ้นโต๊ะ ทุกคนในบ้านนั่งล้อมรอบโต๊ะกลมใหญ่
เฉินหวยอาบน้ำแล้ว เปลี่ยนใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ผมยังหมาด ๆ นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดมือ หยิบตะเกียบขึ้นมา
หวังลี่ผิงคีบเนื้อผัดเปรี้ยวหวานใส่ปากหนึ่งคำ เคี้ยวไปสองสามทีก็ฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะ “เพี๊ยะ”
“เนื้อนี่ผัดยังไง เหนียวจนเคี้ยวไม่เข้า ไฟอ่อนเกินไปหน่อย เนี่ยนเหอ เธอมีปัญหากับฉันหรือเปล่า จงใจแกล้งใช่ไหม”
หลิวฮุ่ยเจินก็ลองกินคำหนึ่ง ขมวดคิ้ว “เสี่ยวซู วันนี้กับข้าวฝีมือเธอสู้เมื่อก่อนไม่ได้จริง ๆ ทำงานต้องใส่ใจนะ จะมักง่ายไม่ได้”
ซูเนี่ยนเหอยืนอยู่ด้านข้าง ไม่รู้จะวางมือวางเท้าตรงไหน ได้แต่พยักหน้า ขอบตาขึ้นสีแดง กลั้นน้ำตาไม่กล้าพูดอะไร
เธอเร่งฝีมือทั้งที่ทนเจ็บก็เลยไม่ได้แสดงฝีมือเหมือนทุกวัน
ตอนนั้นเอง เฉินหวยยื่นตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ปาก
เขาเคี้ยวละเอียดกลืนลงไป แล้วพูดเสียงเรียบ “รสชาติดีทีเดียว”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารชะงักงัน
เฉินเทารีบคีบอีกคำลองชิมบ้าง ตีรวนว่า “ก็ดีจริง ๆ ไฟกำลังพอดี ลี่ผิง วันนี้เธอฟันไม่ดีหรือเปล่า”
หวังลี่ผิงหน้าแดงก่ำสลับกับซีดเผือด มือกำตะเกียบแน่น พูดอะไรไม่ออกสักคำ
สามีตัวเองก็ไม่ช่วย
ปกติเฉินหวยอยู่บ้านไม่ค่อยพูด แล้วก็ไม่ยุ่งเรื่องจุกจิกไร้สาระแบบนี้ แต่วันนี้กลับเอ่ยปากขึ้นมาจนได้ ทำให้ไม่มีใครเดาอารมณ์เขาถูก
หลิวฮุ่ยเจินเห็นดังนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก บอกให้ซูเนี่ยนเหอไปกินข้าวในครัว
ซูเนี่ยนเหอก้มหน้าถอยออกไป ตอนเดินผ่านข้างตัวเฉินหวย ได้กลิ่นหอมสดชื่นของดอกโศกจากตัวเขา
หวังลี่ผิงโกรธจนตะกรุมข้าวเปล่าเข้าไปสองคำก็วางชาม
นางมองแผ่นหลังของซูเนี่ยนเหอ ไฟโทสะพลุ่งในใจ
นังจิ้งจอกน้อยนี่มาไม่กี่วัน แม้แต่เฉินหวยที่เย็นชาที่สุดยังเอ่ยปากช่วยพูด สามีเราจะโดนนางดึงดูดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
หวังลี่ผิงตั้งใจเงียบ ๆ ว่าต้องหาโอกาสสั่งสอนเด็กนี่เสียบ้าง