ทั้งสองคน คนหนึ่งถือตะกร้า อีกคนอุ้มเซินหวยหยวี่ เดินออกจากบ้านไปทีละคน
ถนนในชนบทขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ พวกเขาแอบออกจากบ้านจึงเปิดไฟฉายไม่ได้ ซูเหยาโอก้มหน้าเดินอย่างยากลำบาก ก้าวสั้นก้าวยาวไปตามทาง
จู่ ๆ ฝ่ามือใหญ่ก็ยื่นมาบังสายตาเธอ พร้อมกับเสียงอึกอักของเซินจ้งเยว่ที่ดังขึ้น
“เมื่อกี้ยังกล้าอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ตอนนี้พูดไม่ออกแล้วหรือ”
“เอ้า จับมือฉันไว้”
ซูเหยาโอส่งเสียงฮึเบา ๆ สลับมือถือตะกร้า ก่อนจะคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับจับไม้เท้ามีชีวิต
เซินจ้งเยว่อุ้มเด็กไว้ พลางแอบยิ้มออกมา
คอกวัวตั้งอยู่ในที่ห่างไกล นี่เป็นครั้งแรกที่ซูเหยาโอมาที่นี่
“ที่นี่...”
เธอขมวดคิ้ว มองบ้านตรงหน้าที่ใช้เสาไม้ แผ่นไผ่ และฟางข้าวเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง
“ถ้าฝนตกล่ะ จะไม่รั่วหรือ”
ตอนนี้อากาศยังพอไหว แต่พอถึงฤดูหนาว แผ่นไม้บาง ๆ แค่นี้จะกันความหนาวได้อย่างไร
“ไม่รั่วหรอก หญ้าที่มุงหลังคาน่ะ พ่อพาผมกับพี่ใหญ่สานเอง แล้วมุงทับกันเป็นชั้น ๆ ฝนซึมลงมาไม่ได้หรอก”
“พวกเราขุดร่องระบายน้ำไว้ข้างบ้านด้วย ถ้าฝนตกปรอย ๆ น้ำก็จะซึมลงดิน แต่ถ้าฝนตกหนัก น้ำก็จะไหลไปตามร่อง ไม่ไหลเข้าบ้านหรอก”
เซินจ้งเยว่หัวเราะเบา ๆ
“ถ้าไม่มีความสามารถเอาตัวรอดแค่นี้ พวกเราสามพ่อลูกก็คงเสียเปล่าที่อยู่กองทัพมาตั้งหลายปีแล้ว”
การที่ซูเหยาโอยอมมาด้วยทำให้เซินจ้งเยว่ดูมีความสุขมาก ภายในกระท่อมมีแสงไฟส่องสว่าง แสดงว่าคนในบ้านยังไม่มีใครเข้านอน
เซินจ้งเยว่จูงซูเหยาโอเดินเข้าไป
“แม่ครับ ดูสิว่าใครมา”
“หยาวหยาว?”
ฉินซูที่เฝ้าอยู่ข้างเซินหวยเจิงรีบลุกพรวดขึ้นทันที
“ทำไมถึงมาล่ะ”
“เธอไม่ควรมาที่นี่นะ ไม่มีใครเห็นใช่ไหม”
เธอร้อนใจจนอยากเข้าไปชกเจ้าลูกชายตัวดีสักหมัด แต่แล้วก็เห็นหลานชายตัวน้อยที่เขาประคองไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม จึงเงียบเสียงลงทันที
