ซูเหยาโอส่งซุปบำรุงกำลังมาให้หลายวันติดกัน ไม่รู้ว่าเซินจ้งเยว่ได้บำรุงอะไรบ้างหรือเปล่า แต่สีหน้าของซูเซิ่งเฟิงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่ผายลมก็ยังมีกลิ่นโปรตีน เหม็นชะมัด!
ซูเซิ่งเฟิงรู้สึกร้อนวูบที่รูทวาร ความรู้สึกคุ้นเคยพลันถาโถมขึ้นมาอีกครั้ง เขารีบวางกล่องข้าว ยิ้มแหย ๆ มือกุมท้อง หนีบก้นวิ่งไปห้องน้ำทันที
ซูเหยาโอเห็นท่าทางของเขาก็กลั้นหายใจเงียบ ๆ แม้แต่คุณป้าที่เตียงข้าง ๆ ยังรีบลุกพรวดลงจากเตียงแล้วเดินออกไป
ขอย้ายเตียง! เธอจะย้ายเตียง!
เป็นแบบนี้ทุกวัน ใครจะทนไหวกัน!
ด้านหลังเตียงของเซินจ้งเยว่มีหน้าต่างอยู่บานหนึ่ง ซูเหยาโอยืนเขย่งปลายเท้าเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้น เซินจ้งเยว่ฉวยโอกาสตอนเธอไม่ทันสังเกต ยื่นตะเกียบไปคีบหมูตุ๋นในชามของซูเซิ่งเฟิง
ซูเหยาโอหันมาเห็นเข้าพอดี
เซินจ้งเยว่ดื้อดึงไม่ยอมชักตะเกียบกลับ สีหน้าออดอ้อนขอร้อง
“แค่ชิ้นเล็ก ๆ เอง”
หลายวันมานี้เขากินแต่ของเหลวกับเนื้อต้มจืด ๆ จนในปากไร้รสชาติไปหมดแล้ว
“ไม่ได้ กินแล้วจะเป็นแผลเป็น ดูไม่...”
ซูเหยาโอพลันหยุดพูด ไม่ใช่สิ เขาจะเป็นแผลเป็นหรือดูไม่ดีแล้วเกี่ยวอะไรกับเธอ!
“...กินเถอะ”
“ผมไม่กิน”
เซินจ้งเยว่ส่ายหน้าแรง ๆ แม้แต่น้ำซอสสีแดงที่ติดตะเกียบอยู่ เขายังเช็ดออกจนหมด
“คุณกินสิ”
ซูเหยาโอเหมือนกำลังร้อนใจอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง ความดื้อรั้นพลุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ผมไม่กิน”
เซินจ้งเยว่ปฏิเสธอีกครั้ง
พูดเล่นหรือไง ถ้าเขากินเข้าไป เธอก็จะได้หาเหตุผลอีกข้อมาไม่ต้องการเขาแล้วน่ะสิ
ไม่กิน ยังไงก็ไม่กิน ต่อให้ใครมาพูดก็ไม่มีประโยชน์
