“เจี้ยนกั๋ว ถ้าเราหาตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมือไม่ได้ เรื่องเลื่อนตำแหน่งก็ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเถอะ!”
นอกจากหาตั๋วได้ยากแล้ว เรื่องที่หวังอวี้เฟินกังวลที่สุดก็คือสมุดบัญชี!
ในนั้นเหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่สิบหยวน ส่วนตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมือในตลาดมืดราคาใบละประมาณห้าสิบหยวน แถมยังหาซื้อยากอีก...
ที่สำคัญที่สุดคือ ดูจากท่าทางฮึกเหิมของพี่ใหญ่ลู่แล้ว พอได้ตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมือมา ไม่แน่ว่าเงินซื้อนาฬิกาก็ต้องให้เธอเป็นคนออกเองด้วย
ใครจะคิดว่าพี่ใหญ่ลู่จะพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “วางใจเถอะ ฉันรู้ว่ามีตั๋วอยู่ที่ไหน”
“คุณรู้ด้วยเหรอ! เพื่อนร่วมงานคนไหนมี?”
“ไม่ใช่ใครทั้งนั้น คุณลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อสองเดือนก่อน บ้านเดิมของน้องสะใภ้รองส่งของมาให้ ในนั้นมีตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมืออยู่ใบหนึ่ง”
ซ่งอวี่มีนาฬิกาข้อมืออยู่แล้ว ที่บ้านเดิมส่งตั๋วมาให้อีกครั้ง ก็เพื่อให้ลู่เอ้อได้ซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือน
แต่ลู่เอ้อคิดว่าตัวเองอยู่ชนบททุกวัน ไม่เหมือนซ่งอวี่ที่จำเป็นต้องดูเวลา จึงปฏิเสธข้อเสนอที่จะซื้อนาฬิกาข้อมือ
แต่ซ่งอวี่ก็ไม่ได้เอาตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมือใบนั้นไปขายในตลาดมืด แค่โยนไว้ในกล่อง
วันที่ซ่งอวี่ไปรับพัสดุเป็นวันเสาร์ บังเอิญเจอครอบครัวพี่ใหญ่ลู่กลับมาพอดี จึงรู้ว่าเธอมีตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมืออยู่
ตอนนี้หัวหน้าฝ่ายเผาเหล็กกำลังขาดตั๋วซื้อนาฬิกาข้อมืออยู่ใบหนึ่ง ส่วนน้องสะใภ้ของตัวเองก็มีอยู่ในมือ ถึงตอนนั้นก็แค่ซื้อมาให้ได้ก็พอ
ฟ้าดินเป็นใจแล้ว ขาดเพียงแรงสนับสนุนจากคนเท่านั้น พอได้ตั๋วมาอยู่ในมือแล้ว ยังจะต้องกลัวอะไรว่าเรื่องเลื่อนตำแหน่งจะไม่สำเร็จ!
