เมื่อยายลู่รู้เรื่องนี้ แม้จะโกรธอยู่ในใจ แต่ก็คิดว่าพี่ใหญ่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน
หลานชายทั้งสองกำลังอยู่ในวัยที่กำลังโต ได้กินของดีบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
เรื่องพวกนี้อยู่ในความคาดเดาของตาลู่มานานแล้ว เขาจึงไม่ได้พูดอะไร
เรื่องนี้ทำให้ลู่ซานรู้สึกผิดหวังอย่างมาก ราวกับว่าพี่ใหญ่จะทำอะไร พ่อแม่ก็ให้อภัยได้เสมอ
แต่เขาไม่รู้ว่าตาลู่ผิดหวังในตัวลูกชายคนโตมานานแล้ว
เพราะไม่คาดหวัง จึงไม่ใส่ใจ
ผักผลไม้ ไก่เป็ดในบ้าน ส่วนใหญ่ยายลู่เป็นคนดูแล
ดังนั้นเวลายายนำของไปช่วยเหลือครอบครัวพี่ใหญ่ ตาลู่จึงไม่พูดอะไรมาก
แต่ถ้าคิดจะแตะต้องเงินกับคูปองของกองกลาง ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
“พี่ใหญ่ เรื่องนี้พวกแกเป็นคนก่อขึ้น ก็จัดการกันเอง”
กลัวพี่ใหญ่ลู่จะไม่ใส่ใจ เขาจึงพูดเสริมว่า “ถ้าเมียลู่เอ้อจะขอแบ่งแยกครอบครัวเพราะเรื่องนี้ ฉันเห็นด้วยเต็มที่!”
“ตาแก่ แกบ้าไปแล้วหรือไง” ยายลู่โกรธจนกระทืบเท้า “เรื่องแบ่งแยกครอบครัวจะเอามาพูดส่งเดชได้ยังไง”
“พ่อแม่ไม่ยุติธรรม ลูก ๆ ก็ย่อมไม่ปรองดองกัน ยายแก่ ถ้าแกอยากให้พี่น้องสองคนนี้ตัดขาดกันไปจนแก่ตาย ก็ลำเอียงต่อไปเถอะ”
ตาลู่พูดจบก็ไม่สนใจพวกเขาอีก ทำท่าจะยกฟืนขึ้นแบก
พี่ใหญ่ลู่ยื่นมือไปช่วย แต่กลับถูกเขาปัดมือออก “ไม่ต้องมายุ่ง ไปพูดให้เมียแกเข้าใจดี ๆ เถอะ”
พูดจบเขาก็แบกฟืนเดินก้าวยาว ๆ เข้าบ้านไป
พอตาลู่จากไป สายตาของคนที่เหลือก็หันไปจับจ้องหวังอวี้เฟินพร้อมกัน…
พี่ใหญ่ลู่ขยับปากเหมือนจะพูด แต่สุดท้ายก็ลากหวังอวี้เฟินไปยืนข้าง ๆ แล้วเกลี้ยกล่อมเสียงเบาว่า “เมีย ถ้าแบ่งแยกครอบครัวกันแล้ว ต่อให้พ่อแม่ยังนับเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ช่วยเหลือเราเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว”
