“เจี้ยนหัว เมื่อกี้ก็อาบน้ำไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังล้างเท้าอีก!”
“แหะ ๆ”
ได้ยินซ่งอวี่ถามด้วยความสงสัย ลู่เอ้อก็หัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง
“ประสาท!”
ซ่งอวี่ค้อนเขาทีหนึ่ง พาลูกสาวเข้าห้องเตรียมเข้านอน แต่พอก้าวเข้าไปในห้อง ฝีเท้าก็ชะงักกึกทันที...
“เจี้ยนหัว! ลู่เจี้ยนหัว!”
“มีอะไรหรือ เมียจ๋า?” ลู่เอ้อยิ้มทะเล้นเดินเข้ามาหา
ซ่งอวี่ชี้ไปยังเนื้อรมควันบนโต๊ะ ถามอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณเอาเนื้อรมควันมาจากไหน อย่างน้อยก็หนักสามสี่ชั่งใช่ไหม!”
ลู่เอ้อพยักหน้า “ประมาณนั้น ผมไปขอมาจากบ้านลุงหมิง คืนนี้รีบไปหน่อยเลยยังไม่ได้จ่ายเงิน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปให้”
“งั้นเดี๋ยวฉันเอาเงินให้คุณ หกหยวนพอไหม?”
เนื้อรมควันทำยุ่งยาก หลังทำเสร็จจะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ราคาจึงแพงกว่าหมูสดสองเหมา
เนื้อรมควันที่ร้านสหกรณ์ราคาชั่งละหนึ่งหยวนถึงหนึ่งหยวนสองเหมา ทั้งยังต้องใช้บัตรเนื้อเป็นสองเท่าจึงจะซื้อได้
ดังนั้นเงินหกหยวนที่ซ่งอวี่ให้จึงรวมทั้งค่าเนื้อและค่าบัตรเนื้อสองเท่าแล้ว
“พอแล้ว ๆ”
ลู่เอ้อรับเงินไปวางไว้บนตู้ เงินทั้งหมดในบ้านอยู่ในการดูแลของซ่งอวี่ ส่วนเขามีเงินติดตัวไว้ใช้จ่ายเพียงห้าเหมา เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
หลังจากเก็บกระต่ายรมควัน เนื้อรมควัน และยอดไม้ไผ่ตากแห้งเรียบร้อย ลู่เอ้อก็พูดว่า “เมีย ของเยอะขนาดนี้คุณถือไปไม่ไหวหรอก พรุ่งนี้ผมไปส่งคุณที่ทำงาน แล้วแวะเอาของไปส่งไปรษณีย์ให้ด้วย”
“ก็ดี” ซ่งอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นพรุ่งนี้เช้าคุณเรียกพ่อให้ช่วยไปส่งเสี้ยวหยานทีนะ ฉันไม่ค่อยวางใจแม่”
