“เจี้ยนหัว ครูซ่งเคยช่วยครอบครัวฉันไว้ครั้งก่อน ฉันพูดมาตลอดว่าจะเลี้ยงตอบแทน แต่ก็หาเวลาว่างไม่ได้สักที วันนี้พอดีว่างแล้ว เย็นนี้พาครอบครัวสามคนมากินข้าวที่บ้านฉันนะ”
เลขาพรรคหมู่บ้านไม่พูดเรื่องอื่นให้เสียเวลา เข้าประเด็นทันที
ลู่เอ้อไม่ทันตั้งตัว “ลุงเย่ เมียผมไปช่วยครอบครัวลุงตอนไหนเหรอ?”
“โธ่เอ๊ย! ความจำแกยังแย่กว่าฉันเสียอีก ก็วันที่ลูกชายคนที่สี่ของบ้านฉันกลับเมืองไง ครูซ่งลงแม่น้ำไปช่วยคน!”
“อ๋อ ๆ! ผมนึกออกแล้ว ลุงพูดถึงเรื่องนี้นี่เอง!”
เย่ลี่เฉิงกลับไปประจำกองทัพได้เดือนกว่าแล้ว ลู่เอ้อเลยลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว
“ลุงเย่ เรื่องเลี้ยงข้าวไม่ต้องก็ได้ครับ เมียผมเข้าไปช่วยก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาอะไรตอบแทนอยู่แล้ว”
“อีกอย่าง ตอนนี้พวกเราแบ่งแยกครอบครัวกันแล้ว ถ้าลุงเชิญผมกับเมียไปกินข้าวโดยอ้างเรื่องช่วยลี่เฉิง ผมกลัวว่าลูกชายอีกสามคนของลุงจะไม่พอใจ”
“จะไปสนใจพวกเขาทำไม?”
ตาเย่พูดอย่างไม่พอใจว่า “ต้นเดือนนี้ลูกชายคนที่สี่ส่งบัตรเนื้อกับเงินกลับมาหลายชั่ง ในจดหมายยังย้ำเป็นพิเศษให้ฉันตอบแทนพวกแกให้ดี”
“เงินกับบัตรที่เอามาเลี้ยงข้าวพวกแกสองคนก็เป็นของลูกชายคนที่สี่ทั้งนั้น ลูกชายคนโตกับคนอื่น ๆ อยากยุ่งก็ไม่มีเหตุผลจะมายุ่ง”
“แต่ลุงเย่ ผม...”
“พอแล้ว เจี้ยนหัว ถ้าแกยังปฏิเสธอีกฉันจะโกรธแล้วนะ! แกไม่เห็นหัวฉันที่เป็นผู้ใหญ่หรือไง?”
“ผมจะกล้าทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะครับ ลุงเย่!”
เห็นเลขาพรรคหมู่บ้านทำท่าจะโมโห ลู่เอ้อก็รีบพยักหน้ารับ “ลุงเย่ใจเย็น ๆ ครับ เย็นนี้ผมจะพาเมียกับลูกไปแน่นอน”
“อย่างนี้ค่อยยังชั่ว”
