ยายลู่เบ้ปาก “มีลูกสาวนี่ช่างมีความสุขจริง ๆ ดูสำรับนี้สิ เงินของเยียนเยียนออกทั้งนั้น”
“แม้แต่หลานสาวก็ยังห่วงพ่อ ฉันเป็นย่าที่มีลูกชายแท้ ๆ กลับไม่มีวาสนาแบบนี้เลย……”
คำว่า “เลย” ท้ายประโยคถูกลากเสียงยาวจนเพื่อนบ้านที่นั่งร่วมโต๊ะพากันหัวเราะ
อู๋อินฮวากลั้นขำไม่ไหว “ป้าอิ้ว นี่อิจฉาแล้วใช่ไหมคะ?”
“ฉันจะอิจฉาบ้าอะไร บ้านเหลียวซาน อย่ามาพูดมั่วนะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ยายลู่ อย่าปากแข็งสิคะ”
คนอื่น ๆ พากันหยอกเย้าตามไปด้วย ยายลู่รู้สึกอับอายจนหน้าแดง นึกเสียใจที่เปิดปากพูดเมื่อครู่
ตอนนั้นเอง ลู่เอ้อคีบกะหล่ำปลีผัด วางลงในชามของยายลู่อย่างเบามือ “แม่ครับ นี่ลูกชายกตัญญูเอามาให้ เชิญชิมครับ”
“เชอะ เอาของบ้านคนอื่นมาแสดงความกตัญญู คิดได้ยังไงกัน”
ยายลู่ถลึงตาใส่ลู่เอ้อ จากนั้นก็ก้มหน้ากินข้าวคลุกกะหล่ำปลีไปพลางเคี้ยวตุ้ย ๆ
หลังงานเลี้ยงจบลง พวกผู้หญิงรับหน้าที่ล้างชามล้างตะเกียบ ส่วนพวกผู้ชายช่วยกันเอาโต๊ะเก้าอี้ที่ยืมมาไปคืนแต่ละบ้าน
ลู่เอ้อต้องพาลูกสาวกลับบ้านไปนอนกลางวัน จึงเอ่ยขอโทษคนบ้านรถัว ก่อนจะหาเก้าอี้ม้ายาวสองตัวที่ยืมจากบ้านตัวเอง แล้วยกกลับบ้าน
“คุณพ่อคะ ลุงอันอันฝังอยู่ที่ไหนเหรอคะ?”
ตอนลู่หยานไปกินข้าวที่บ้านหลัว ศาลตั้งศพในห้องโถงถูกรื้อไปแล้ว เธอจึงไม่เห็นอะไรเลย
ลู่เอ้อวางเก้าอี้ม้ายาวลงกับพื้น แล้วชี้ไปทางหนึ่ง “ฝังอยู่หลังตลาดชิวเจียจี้”
ตลาดชิวเจียจี้ที่ว่านี้คือบ้านของคนแซ่ชิวกว่าสิบครัวเรือนที่ปลูกติดกัน คนในทีมจึงตั้งชื่อให้ว่าตลาดชิวเจียจี้
