ทวีปเทียนอู่ เมืองลั่ว เฉินเจีย
ณ ลานเรือนเปลี่ยวเงียบแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ประหนึ่งว่าตนดำรงอยู่ตรงนั้นมาแต่โบราณกาล
หนาว
ความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกคืบคลานเข้าจู่โจมร่างไม่หยุดหย่อน
เขาอยากลืมตามอง ทว่ากลับพบว่าเปลือกตาหนักอึ้งประดุจมีน้ำหนักพันชั่ง ไม่อาจเบิกขึ้นได้เลย มิเพียงเท่านั้น เสี้ยวความทรงจำดุจเคลื่อนมาจากยุคบรรพกาลยังพลันปรากฏและหลอมรวมในห้วงสมอง
กองศพท่วมขุนเขา โลหิตนองสมุทร!
กระบี่บินรังสีปราณซัดส่าย!
กระทั่งยังมีภาพผู้หนึ่งกวัดแกว่งกระบี่เดียวยาตราทั่วเก้าทวีป สังหารคู่ต่อสู้ทั่วหล้า
เสี้ยวความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้าจู่โจม ทำให้สีหน้าของเด็กหนุ่มผู้หลับตาสนิทแปรเปลี่ยนไม่หยุด
บางคราดูเหี้ยมเกรียม บางคราขมวดคิ้ว บางครามุมปากยกพริ้ว
กาลเวลาค่อย ๆ เลื่อนไหล……มิทราบนานเพียงใด จู่ ๆ เขาผู้นอนนิ่งไม่ไหวติงก็ขยับนิ้ว
ดวงตาคู่คมของเด็กหนุ่มพลันเบิกโพลงในบัดดล
มันเป็นดวงตาล้ำลึกดุจราตรีดำมืด ณ ห้วงลึกสุด ราวกับมีประกายดาราพร่างพราย คล้ายเล่าขานถึงความสามัญพิเศษ
“ตื่นขึ้นแล้วหรือ? นี่ก็คือ……ชาติที่เก้าของข้าหรอกฤา?”
แววตาฉายความพินิจพิเคราะห์และหยาดความสงสัยใคร่รู้ เด็กหนุ่มค่อย ๆ พยุงตัวลุกจากพื้น
“อืม? เลือด?”
เพียงก้มศีรษะลงก็เพิ่งสังเกตว่า บนพื้นมีรอยโลหิตกองหนึ่ง
กระจายเป็นวงกว้างใหญ่ และบนทรวงอกของเขาเอง ก็มีคราบโลหิตไหลซึม ความหนาวเย็นเสียดแทงกระดูกที่สัมผัสได้ก่อนหน้า ส่วนใหญ่ก็มาจากการเสียเลือดนั่นเอง
ตระหนักถึงประเด็นนี้ คิ้วของเด็กหนุ่มพลันย่นมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย ไม่นานนัก ก็ค่อย ๆ ปิดตาลง
ครู่ถัดมา เมื่อลืมตาขึ้นอีกหน แววตาเขาแจ่มใสปราศจากมัวหมอง
เพราะเมื่อครู่ เขาได้เปิดรับความทรงจำทั้งหมดของชาตินี้แล้ว ทั้งยังเข้าใจสถานะของตนเองในปัจจุบัน
หานหยาง
อดีตเทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งแดนเทพ
กลับชาติชวาที่เก้า กลับตกต่ำลงเป็นเพียงบุตรเขยผู้อนาถาของตระกูลเล็ก ๆ ในทวีปเทียนอู่กระนั้นหรือ?
เป็นลูกเขยเยี่ยงนี้ก็ช่างเถิด สิ่งที่ทำให้เขาเหนือคาดหมายกว่าคือ เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตนกลับถูกชายชุดดำลึกลับลอบทำร้าย กระทั่งพลังฝึกปรือเพียงน้อยนิดนั่น ก็ถูกกำจัดทิ้งสิ้น
ส่วนเหตุที่เขานอนราบอยู่บนพื้นนั้น?
ก็เพราะคู่หมั้นของชาตินี้ คือเฉินเฉี่ยวเชี่ยนบุตรีเจ้าบ้านเฉิน ถูกท่านผู้เฒ่าใหญ่พาตัวไปเจรจาเรื่องแต่งงานเรียบร้อยแล้ว
ถูกแล้ว เขายังไม่ตายดี ภรรยากลับถูกผู้ใดสักคนบีบบังคับให้พรากจากหน้า ไปพูดคุยสู่ขอวิวาห์
หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือถูกบีบให้แต่งงาน
ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนที่เจ้าบ้านหายสาบสูญอย่างพิกล ฟากฟ้าของเฉินเจียก็พลันเปลี่ยนแปร พวกพ้องฝ่ายที่มีท่านผู้เฒ่าใหญ่เป็นแกนนำ หันเหความสนใจมายึดอำนาจอยู่ร่ำไป
ระยะหลังมานี้ ยิ่งเพราะเฉินเจียต้องเผชิญวิกฤตครั้งหนึ่ง จึงคิดส่งบุตรีเจ้าบ้าน ซึ่งก็คือคู่หมั้นของหานหยาง ออกสมรสเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากตระกูลอื่น
ส่วนตัวเขา ไอ้ลูกเขยกากเดนไร้พลังฝึกปรือนั่น ไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย
หานหยางเดือดดาลจนทนไม่ไหว วิ่งไปต่อว่า กลับถูกสุนัขเฝ้าประตูสองตัวทุบตีจนกระอักเลือดสลบไสล
และเพราะคราวนี้ที่จวนตายจนหมดสตินี่เอง ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติของเขาตื่นรู้ และทำให้เขา……
ฟื้นคืนอีกครั้ง
เทพสงครามหวนคืน
“สตรีของข้าหานหยาง เป็นของที่พวกเจ้าจะแตะต้องได้รึ?”
แววตาของเด็กหนุ่มระเบิดจิตสังหารน่าสะพรึงกลัว
หากศัตรูในอดีตชาติอยู่ที่นี่ ยามนี้ต้องใจหายใจคว่ำเป็นแน่ เพราะพวกเขารู้ดีว่า เทพสงครามพิโรธ ซากศพทับถมทั่วแดน ใครเป็นศัตรูเทพสงครามไร้ผู้ใดรอดพ้น
“ตั้งแต่ข้าหมดสติ ก็ผ่านเวลามาพักหนึ่งแล้ว ช่างเฉี่ยวเชี่ยน……จะเป็นเช่นไร?” ครุ่นถึงนามผู้ที่ยอมอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับตน หานหยางขมวดคิ้วมุ่นหมายจะก้าวออกประตูไปทันที
ทว่าเพียงก้าวออกไปก้าวเดียว ความเจ็บปวดประหนึ่งอกแตกดับสูญก็พลุ่งพล่านจากจุดตันเถียน ทำให้หานหยางตระหนักถึงความเป็นจริงในชั่วขณะ
ตัวตนในยามนี้ แม้จะตื่นรู้ความทรงจำอดีตชาติแล้วก็ตาม ทว่า……กายเนื้อกลับได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยา!
หากไม่หยุดยั้งอาการบาดเจ็บและเตรียมพร้อมให้ดี นอกจากจะช่วยคู่หมั้นกลับมาไม่ได้ ยังอาจทำให้ตน……ตายอีกครั้ง
เขานั่งขัดสมาธิลงอย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มสำรวจสภาพภายในร่าง
ตันเถียนแตกสลาย
เส้นชีพจรปราณขาดวิ่น
อาจกล่าวได้ว่า หากเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป ต่อให้มียาวิเศษอยู่ในมือ ก็ได้แต่จนปัญญา ตกต่ำเป็นกากเดนที่ไร้ประโยชน์มิอาจไร้กว่าอีกแล้ว
ทว่า หานหยางหาได้ตึงเครียดไม่
ผจญเก้าชาติ เพียรหมื่นปี ฝึกปรือมายาวนาน วิชาล้ำลึกที่เขารู้มีมากมายมหาศาล ในนั้นมีหนึ่งคัมภีร์ ที่ไม่พึ่งโอสถวิเศษใด ก็สามารถฟื้นฟูตันเถียนและยกระดับสังขารได้
หานหยางกลั้นลมหายใจแน่วนิ่ง เพียงครุ่นคิดเล็กน้อย ก็เริ่มเดินลมปราณขับเคลื่อนคัมภีร์เทพขั้นสูงสุดซึ่งสลักตรึงลึกในห้วงความทรงจำ……
ตำหนักเก้าสังสารดารา
นี่เป็นคัมภีร์ล้ำลึกที่พิสดารอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่หานหยางได้มาโดยบังเอิญในชาติแรก ทว่าเพราะคัมภีร์นี้ยังไม่สมบูรณ์ ผนวกกับแลดูลุ่มลึกยากหยั่งคาด หานหยางจึงไม่เคยฝึกฝนมาก่อน
เขารู้ว่าคัมภีร์นี้แสนจะโอหังเหี้ยมเกรียม เมื่อย่างกรายก้าวแรก ก็ไร้หนทางหวนกลับ ทว่าจากนี้ไป ต้องคอยแย่งชิงสรรพพลังทั่วภพมาหลอมใช้ส่วนตน
หากมิใช่เหตุการณ์ฉุกเฉินสุดชีวิต คงไม่เลือกใช้คัมภีร์บทนี้ ทว่าในยามนี้ สถานการณ์บีบบีฑา……
ตำหนักเก้าสังสารดาราคือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของตน
ขบกรามแน่เข้าหากัน เริ่มขับเคลื่อนลมปราณตามคัมภีร์อย่างรวดเร็ว แรงสูบมหาศาลพลันกระจายจากภายในร่าง สูบกลืนพลังปราณสวรรค์และปฐพีโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง
เพียงแต่……
ยังไม่พอ
หานหยางลุกพรวด รื้อค้นพลิกคว่ำทั่วห้อง
หากจำไม่ผิด ตนยังซุกซ่อนโอสถหลงเหลืออยู่บ้างที่ยังไม่ได้ใช้ทันการ
เป็นจริงดั่งว่า ครู่หนึ่งต่อมา ในมือเขาเพิ่มยาอี้ชี่ตานมากว่าสิบเม็ด แม้จะเป็นโอสถระดับหนึ่ง จำนวนก็ไม่มาก ทว่าสำหรับหานหยางก็ถือว่าเกินพอแล้ว
โดยไม่รีรอ กลืนโอสถทั้งหมดเข้าปากคราวเดียว ตำหนักเก้าสังสารดาราขับเคลื่อนเต็มอัตราเร็ว
ครืน ครืน
สมกับเป็นเทพคัมภีร์สูงสุด พลังโอสถถูกดูดซับกลืนกินอย่างบ้าคลั่งโดยคัมภีร์ เริ่มสมานตันเถียนและเส้นชีพจรปราณ เพียงเวลาไม่มากไปกว่าหนึ่งก้านธูป ตันเถียนแตกหักก็กลับมาเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง เส้นชีพจรปราณก็ซ่อมแซมสมบูรณ์
ส่วนพลังโอสถหลงเหลือ หานหยางใช้หลอมชุบเรือนร่าง
วิถีแห่งยุทธ์ยามฝึกฝน ระยะแรกแบ่งเป็นขั้นชุบกาย หลอมกระดูก ควบรวมปราณ และแก่นปราณยุทธ์ ช่วงขั้นชุบกายเป็นห้วงที่สำคัญยิ่งสำหรับคนธรรมดาจะย่างเข้าสู่หนทางยุทธ์
ก่อนที่ตันเถียนของเขาจะถูกทำลาย เขาเป็นขั้นชุบกายแปด
ครานี้ฝึกปรือใหม่ ราวกับหายใจเข้าออก ระดับพลังฝึกปรือก็ย้อนคืนสู่ขั้นนั้นได้อย่างง่ายดาย
มิเพียงเท่านั้น ปราณของตนยังทะยานสูงขึ้นยิ่งกว่า
แปดขั้น
เก้าขั้น
ห่างเพียงน้อยนิด ก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นสิบชุบกายสมบูรณ์……
ครึ่งชั่วยามให้หลัง หานหยางลืมตาขึ้น แววตาพาแววเสียดาย
หากมีโอสถให้มากสักหน่อย ไม่แน่อาจทำให้ตัวเองทะลวงเข้าขั้นหลอมกระดูกได้โดยตรง
ช่างเถิด ครุ่นถึงช่างเฉี่ยวเชี่ยนกำลังถูกผู้อื่นรังแก หานหยางลุกพรวด พุ่งตัวออกนอกลานเรือน
เสียงดังเปรี๊ยะๆ ดั่งเมล็ดถั่วปะทุในกระทะร้อนดังต่อเนื่องในร่างของเขา
“อืม? ไอ้กากเดนนี่ออกมาได้อย่างไร? หากทำลายงานดีของท่านผู้เฒ่าใหญ่ ข้าทั้งสองต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
“ถูกต้อง ไสหัวกลับไปเดี๋ยวนี้”
เสียงตวาดเย็นชาดังขึ้นฉับพลัน
นักรบเฉินเจียสองคนผู้เฝ้าอยู่นอกลานเรือน เห็นหานหยาง สีหน้าแปรเปลี่ยน ทั้งสองเอ่ยตวาดขึ้นพร้อมกัน
หนึ่งในนั้นยังพุ่งเท้าเข้ามาถีบใส่ท้องน้อยของหานหยาง
เห็นได้ชัดว่ามุ่งจะถีบให้เขากลับไปในลาน
“เหิมเกริมไม่รู้จักตาย”
หานหยางแววตาวาบเย็น หาได้สนใจการกระทำของอีกฝ่ายไม่ สาวเท้ามุ่งไปข้างหน้าชนเข้าใส่
ปัง
เสียงทึบเบา
นักรบผู้นั้นแม้จะถีบโดนหานหยาง แต่ร่างกลับถูกดีดกระเด็นออก เสียงดังครืน กระแทกโครมใส่กำแพง ราวกับโครงกระดูกแตกสลาย ค่อย ๆ เลื่อนไหลลงจากผนังอย่างไร้เรี่ยวแรง
ทวารทั้งแปดมีโลหิตไหล ได้รับแรงสะท้อนมหาศาล ตายจนไม่อาจตายได้อีก
“อ๊าก……”
ไม่รอให้อีกคนรู้สึกตัว หานหยางสาดหมัดออกหนึ่งหมัดด้วยชั่วจังหวะฟ้าแลบ สกัดสังหารคนผู้นั้นเช่นเดียวกัน
สุนัขสองตัวนี้ คือสองคนที่เพิ่งรุมตีตนจนกระอักเลือดหมดสติเมื่อครู่ จะว่าไปแล้วก็……สมควรตายแล้ว