เว่ยอวี่มองเขาลอบออกไป แต่ยังไม่คิดจะจัดการในตอนนี้ นางกลั้นหายใจ ตั้งใจฟังทางประตูห้อง
ไม่นาน ประตูก็เปิดออก
ชายคนหนึ่งเดินออกมา ผมยาวสีดำ ใบหน้าดูประหลาดชวนให้รู้สึกคล้ายปีศาจ ดวงตาเชิดสูงราวกับมองฟ้าเสียด้วยซ้ำ เท้าเตะถูกห่อผ้าบนพื้นเข้า เขาจึงเพิ่งรู้ว่ามีของวางอยู่ แล้วก้มลงมอง
“เป็นผู้ดูแลจูเจ้าค่ะ” เฉิงเยว่กระซิบเสียงเบา
ผู้ดูแลนี่เอง มิน่าล่ะ
เผยหวนจ้องมองเงาร่างนั้น สีหน้าไม่สบอารมณ์
จูเหยียนเปิดห่อผ้าออก ก็พลันตกใจ เขาเห็นโลกมามาก ย่อมดูออกว่าของเหล่านี้ไม่ธรรมดา
เขาหยิบปิ่นหยกขึ้นมาด้ามหนึ่ง อาศัยแสงจันทร์พินิจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนพึมพำว่า “เนื้อหยกละเอียดโปร่งใสเช่นนี้ เป็นหยกชั้นดี...”
จากนั้นเขาหยิบปิ่นทองออกมาจากห่อผ้าอีกอัน กำลังจะดูว่าอัญมณีที่ฝังอยู่บนนั้นเป็นชนิดใด ปลายนิ้วก็พลันสัมผัสโดนบางสิ่ง
เขาชะงักไป อาศัยแสงจันทร์เพ่งดูตัวอักษรเล็ก ๆ บนปิ่นทองจนเห็นชัด
พระราชทานจากจักรพรรดิ จัดทำโดยสำนักใน สำหรับพระสนมเหยาเฟย
เขาทรุดนั่งลงกับพื้นทันที
เว่ยอวี่ได้ชมละครฉากสนุกอย่างพึงพอใจ จึงเดินออกมาจากหลังโอ่งน้ำใบใหญ่ในลานบ้าน
แสงจันทร์เย็นเยียบ นางปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่จูเหยียนที่กำลังหอบหายใจยังอดจ้องนางอย่างตะลึงอยู่สองอึดใจไม่ได้ พอได้สติเขาจึงจำได้ว่านางเป็นใคร
“พระสนมเหยาเฟย” เขายิ้มอย่างจนใจ แล้วเอ่ยเนิบช้า “เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าน้อยก็แค่โลภเงินไปบ้าง ไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไร พระองค์จะทรงเมตตาข้าน้อย ปล่อยข้าน้อยไปสักครั้งไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ? ไม่แน่ว่าวันหน้าข้าน้อยอาจได้ทำงานรับใช้พระสนมก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ...”
