ความสงบนิ่งบนใบหน้าของเส้าซงหายไป สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตะเกียบที่คีบผักอยู่ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นตรึงเอาไว้ ค้างอยู่กลางอากาศ
เจ้าเหมียวกลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด แล้วถ้าเคยเจอกันมาสองครั้งจะทำไมล่ะ? เคยเจอกันสองครั้งแล้วต้องยอมให้เขาด้วยหรือไง?
เจ้าเหมียวร้อง “เหมียว” ใส่เขาอย่างดุดัน เป็นการข่มขู่ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เจ้าเหมียวก็ต้องเป็นใหญ่
เส้าซงวางผักลงในชาม แต่ไม่ได้กิน เขาจ้องชามอย่างไม่ใส่ใจอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิด ก่อนจะหันสายตากลับไปมองเจ้าเหมียวอีกครั้ง
เจ้าเหมียวยกอุ้งเท้าขึ้น “เพี๊ยะ” แล้วตบเส้าซงหนึ่งที
เส้าเยี่ยนร้องเสียงหลง เดิมทีเธอคอยสังเกตอยู่ด้านหลังอย่างระมัดระวัง อยากรู้ว่าคนกับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ไหม แน่นอนว่าถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ ต่างคนต่างไม่สนใจกันก็ยังได้
ใครจะรู้ว่าเจ้าเหมียวจะเปิดศึกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก
เส้าซงเข้าใจแล้ว เจ้าเหมียวอยากจับมือกับเขาอีกสินะ
เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไร หากเส้าเยี่ยนไม่อยู่ตรงนี้ บางทีเขาอาจยอมลดทิฐิ ย่อตัวลงไปลูบเจ้าเหมือนตอนอยู่ข้างนอกก็ได้
เส้าเยี่ยนถามอย่างประหลาดใจว่า “คุณไม่กลัวแมวแล้วเหรอ? ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงตั้งนาน...”
เส้าซงมองลูกแมวตัวจ้อยด้านล่างด้วยสีหน้าที่บรรยายไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คิดว่าแค่มือเดียวก็น่าจะอุ้มมันขึ้นมาได้
“แมวตัวเล็กแค่นี้ มีอะไรให้น่ากลัวด้วย?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
“งั้นก็ดีแล้ว” เส้าเยี่ยนโล่งอกไปมาก เธอยกอาหารของเจ้าเหมียวออกมา ให้มันกินข้างนอกด้วย
“พรุ่งนี้ค่อยไปซื้ออาหารแมวให้ วันนี้ยุ่งนิดหน่อย เลยไม่มีเวลา ตอนนี้กินรองท้องไปก่อนนะ” เส้าเยี่ยนพูดเสียงอ่อนโยน
หลังกินข้าวเสร็จ เส้าซงช่วยเก็บจานชามจนเรียบร้อย แล้วกลับเข้าห้องนอนไปทำการบ้าน ไม่รู้ทำไมเขาถึงหันกลับไปมองเจ้าเหมียวที่กำลังกินข้าวอยู่ ก่อนจะปิดประตูไม่สนิท
