เว่ยอวี่รู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง แต่ยังนึกถึงหน่วยกิตสองหน่วยนั้น พอเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้วจึงลุกขึ้นพูดว่า “พวกเรากลับกันเถอะ”
ไม่ว่าเว่ยอวี่จะพูดอะไร เสิ่นเฮ่อเหมียนก็รับคำทุกอย่าง ไม่มีข้อโต้แย้งแม้แต่น้อย
ตอนเว่ยอวี่รีบไปถึงก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ผู้คนในงานเต้นรำแยกย้ายกันไปเกือบหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานกำลังเก็บงานและจัดการสถานที่
ซ่งจือเยว่ยืนอยู่ตรงประตู ร่างสูงสง่าดุจต้นสน เสื้อเชิ้ตสีเทาควันบุหรี่ทิ้งตัวพลิ้วสวย ขับเน้นช่วงเอวเพรียวบางแต่เปี่ยมด้วยพละกำลังของชายหนุ่ม
“ขอโทษนะ ฉันมาช้าไปหน่อย” เว่ยอวี่รีบเอ่ย
ซ่งจือเยว่ยกมุมปากขึ้นยิ้ม ทว่าสายตากลับเลื่อนผ่านริมฝีปากของเธออย่างคล้ายตั้งใจแต่ก็ไม่เชิง หยุดค้างอยู่หนึ่งถึงสองวินาที รอยยิ้มจึงค่อยดูจริงใจขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเมื่อเห็นมือของทั้งคู่ที่ยังจับกันอยู่ รอยยิ้มก็แข็งค้างไปอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร” ซ่งจือเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เดิมทีฉันก็ต้องเป็นคนสุดท้ายที่กลับอยู่แล้ว”
เว่ยอวี่รับปากกาที่เขายื่นมา ก้มหน้ากรอกชื่อลงในแบบลงทะเบียน
ขณะที่เธอก้มหน้า สายตาของชายหนุ่มทั้งสองก็ปะทะกัน กลิ่นอายราวกับดินปืนลอยอวลอยู่ในอากาศ
เว่ยอวี่กรอกแบบฟอร์มเสร็จ พอเงยหน้าขึ้น สีหน้าของทั้งคู่ก็กลับเป็นปกติทันที ความเป็นปฏิปักษ์เมื่อครู่เลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา
เธอตั้งใจจะกลับหอพัก เสิ่นเฮ่อเหมียนจึงรีบพูดว่า “ผมไปส่งพี่กลับนะ”
ซ่งจือเยว่พยักหน้าเล็กน้อย “ระวังตัวระหว่างทางนะ”
เงาของทั้งสองค่อย ๆ ห่างออกไป แววตาของซ่งจือเยว่พลันหม่นลง
ใจเย็นไว้ เขาบอกตัวเอง ก็แค่กำลังคบกันเท่านั้น พวกเขายังไม่ได้จูบกันด้วยซ้ำ เขายังมีโอกาส
