กาลเวลาประหนึ่งสายน้ำสงบนิ่ง ไหลรินไปเบื้องหน้าอย่างไม่เร่งร้อน หลังพ้นปีใหม่ ก็เข้าสู่ปีเสียนทงที่ 11 และนี่นับเป็นปีที่สองของเฉินฉงจิ้นนับแต่เดินทางมายังโลกแห่งนี้
ปีนี้ในกองทัพไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น มีเพียงเหตุขัดแย้งระหว่างผู้บัญชาการกองจางเจี่ยนฮุ่ยกับต้วนหวยจง ผู้บัญชาการกองค่ายซ้าย
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าความขัดแย้งครั้งนั้นมีต้นสายปลายเหตุเช่นไร รู้เพียงว่าหลังเหตุการณ์ ต้วนหวยจงถูกโยกย้ายกลับไปยังกองทัพองครักษ์ ส่วนผู้บัญชาการกองค่ายซ้ายก็เป็นจางเจี่ยนฮุ่ยแต่งตั้งด้วยตนเอง คนผู้นั้นมีนามว่าเจาฉี ทุกคนต่างรู้ว่าเขาย่อมเป็นคนสนิทของผู้บัญชาการกอง
แน่นอนว่า การโยกย้ายนายทหารชั้นสูงเช่นนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับเฉินฉงจิ้น เขาเป็นเพียงหัวหน้าหมู่ ย่อมไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นในเรื่องใหญ่เช่นนี้ เฉินฉงจิ้นยังคงฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จากการฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ ฝีมือยิงธนูของเฉินฉงจิ้นก็ชำนาญขึ้นเรื่อย ๆ ชื่อเสียงด้านการยิงธนูของเขาเริ่มเลื่องลือไปทั่วกองสงบรุ่งเรือง
เบื้องหลังชื่อเสียงที่โด่งดังนั้นคือความเหน็ดเหนื่อยที่ผู้คนมากมายยากจะอดทนได้ ฝึกฝนวันแล้ววันเล่าตลอดทั้งปี ขึ้นสายธนู วางลูกศร เล็งเป้า ซ้ำไปซ้ำมาอย่างน่าเบื่อหน่าย เฉินฉงจิ้นเองก็ไม่รู้ว่าทำเช่นนี้มาแล้วกี่ครั้ง
จากแรกเริ่มที่เหล่าทหารในกองทัพไม่ใส่ใจ กระทั่งภายหลังค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประหลาดใจ สมญาเฉินต้าหลางก็ค่อย ๆ กลายเป็นชื่อเรียกเฉพาะของเฉินฉงจิ้น
แรกเริ่มเฉินฉงจิ้นปฏิเสธสมญานี้ คำว่า ‘ต้าหลาง’ ทำให้เขานึกถึงการดื่มยาอยู่เสมอ ภาพชวนพิกลเช่นนี้น่าเสียดายที่ฉายานั้นผู้อื่นเป็นคนตั้ง เขาจึงปฏิเสธไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น คำเรียกนี้ก็เป็นกลางและไม่มีความหมายแฝงอันใด
