เย่เฉินว่างไม่มีอะไรทำ จึงเดินเล่นมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเจียงเหอ
พอเดินผ่านร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่ง กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยก็ทำให้เย่เฉินหยุดฝีเท้าลงทันที
เมื่อมองผู้คนที่นั่งกันอยู่เต็มโต๊ะหน้าร้าน จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวเองช่างไร้ค่าเหลือเกิน เพื่อจ่ายเงินให้เฉินถิงถิงซื้อของในตะกร้าสินค้า เขาต้องตื่นแต่เช้ากลับดึกทุกวัน กินอยู่อย่างประหยัด แทบไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ สักมื้อ
เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเดินผ่านร้านปิ้งย่าง แล้วอดใจไม่ไหว ซื้อเนื้อแกะเสียบไม้มา 10 ไม้
พอเอากลับไป เฉินถิงถิงก็ด่าเขาเสียทั้งคืน บอกว่าหาเงินได้แค่นั้น ไม่มีสิทธิ์กินของดี ๆ แบบนี้
ตอนนี้พอมาคิดดูก็รู้สึกน่าขันจริง ๆ
เย่เฉินลากกระเป๋าเดินทางไปหาที่นั่งว่างหน้าร้าน แล้วนั่งลง
“เถ้าแก่ สั่งอาหารหน่อย!”
“มาแล้ว ๆ...”
เด็กหญิงหน้าตาราวสิบขวบคนหนึ่งถือกระดาษวิ่งเข้ามา
“พี่ชาย อยากกินอะไรก็ทำเครื่องหมายถูกตรงรายการนี้ได้เลยค่ะ” เย่เฉินมองเมนูที่มีรายการอาหารละลานตา กลิ่นเนื้อย่างที่ลอยมาแตะจมูกทำให้ท้องของเขาร้องโครกคราก
เย่เฉินกากบาทเลือกเนื้อแกะเสียบไม้ 20 ไม้ เนื้อวัวเสียบไม้ 5 ไม้ ปีกไก่ 3 ชิ้น ไตย่าง 5 ชิ้น ผักกุยช่ายย่างหนึ่งจาน แถมยังสั่งเบียร์อูซูขวดใหญ่หนึ่งลัง
เขาตบใบสั่งลงบนโต๊ะ แล้วหันไปบอกเด็กหญิงว่า “เอามาเท่านี้ก่อน ถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่ม!”
เด็กหญิงมองรายการอาหารของเย่เฉิน แล้วถามเสียงใสว่า “พี่ชายกินคนเดียวไหวเหรอคะ?”
เย่เฉินมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหญิง แล้วตบอกตัวเองพลางตอบว่า “ไม่ต้องห่วง พี่กินเก่ง”
เด็กหญิงเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ถือใบสั่งวิ่งเหยาะ ๆ กลับเข้าไปในร้าน
ไม่นานนัก เด็กหญิงก็วิ่งตึงตังกลับมาอีกครั้งพร้อมจานถั่วลิสงกับถั่วแระญี่ปุ่น และเบียร์อูซูขวดใหญ่หนึ่งขวด
“พี่ชาย คุณพ่อบอกให้กินนี่รองท้องไปก่อน เนื้อเสียบไม้ใกล้เสร็จแล้วค่ะ”
พูดจบก็วิ่งเหยาะ ๆ กลับเข้าไปในร้าน เปียผมสองข้างสะบัดไปมาตามแรงวิ่ง
กินถั่วลิสง ดื่มเบียร์
เย่เฉินรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าชีวิตคน
ตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
เขาหยิบขึ้นมาดู เป็นเจียงเชี่ยนโทรมา
“เย่เฉิน นายอยู่ไหน ฉันเพิ่งเลิกงาน”
เจียงเชี่ยนคงยุ่งมาทั้งวัน น้ำเสียงจึงฟังดูอ่อนแรง แค่ฟังผ่านโทรศัพท์ก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า “ตอนบ่ายฉันพาลูกค้าไปดูของตั้ง 3 รอบ เดินไปตั้งสองหมื่นกว่าก้าว ตอนนี้ทั้งเหนื่อยทั้งหิว...”
เย่เฉินไม่ได้คิดอะไรมาก เขายิ้มแล้วตอบว่า “อ้อ ฉันกำลังกินปิ้งย่างอยู่ เธอจะมาด้วยไหม?”
“ไปสิ! นายไม่มีน้ำใจเลย กินปิ้งย่างทั้งทีไม่เรียกฉัน!”
“ส่งที่อยู่มาเลย!”
เสียงกัดฟันกรอดของเจียงเชี่ยนดังมาจากปลายสาย
เย่เฉินยิ้มเจื่อน ๆ แล้วส่งที่อยู่ร้านปิ้งย่างไปให้
เจียงเชี่ยนมาถึงแทบจะพร้อมกับเนื้อเสียบไม้ เย่เฉินอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอตามกลิ่นมาเลยหรือเปล่า
เธอเปลี่ยนมาใส่สูทที่ดูคล่องแคล่วกับกระโปรงรัดรูปสีดำ เผยให้เห็นรูปร่างอันมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ชวนมองยิ่งกว่าเดิม
เธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามเย่เฉิน หยิบเนื้อแกะเสียบไม้ขึ้นมากัดหนึ่งคำ
“อื้ม ในที่สุดก็มีชีวิตขึ้นมาแล้ว!”
เจียงเชี่ยนมองปิ้งย่างบนโต๊ะ ก่อนจะตะโกนเรียกเด็กหญิงที่เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล
“น้องสาว เอาเมนูมาให้อีกที!”
พอรับเมนูมา เจียงเชี่ยนก็ขีดเขียนรายการลงไปชุดใหญ่
เด็กหญิงมองเธอด้วยสายตาแทบไม่ต่างจากตอนมองเย่เฉิน ในความคิดของเด็กหญิง ผู้หญิงคนหนึ่งจะกินของมากมายขนาดนี้ไหวได้อย่างไร
แต่เด็กหญิงก็แค่มอง พอเก็บเมนูแล้วก็เดินจากไป
“มา ชนแก้ว ฉลองที่เพื่อนร่วมชั้นเก่ากลับมาเจอกัน!”
เจียงเชี่ยนหยิบเบียร์ขึ้นมาเปิดเอง จากนั้นก็ยกไปชนกับเย่เฉิน ก่อนจะดื่มอึก ๆ อย่างรวดเร็ว
เห็นท่าทางห้าว ๆ สบาย ๆ ของเจียงเชี่ยน เย่เฉินก็อดส่ายหน้าไม่ได้ เขายกเบียร์ดื่มตามเธอจนหมดขวด
“ใคร ๆ ก็พูดว่าผู้หญิงพอโตขึ้นก็เปลี่ยนไปมาก ทำไมเธอยังเหมือนเมื่อก่อน ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิด”
เจียงเชี่ยนไม่ได้โกรธ เธอนั่งตัวตรง เชิดอกขึ้น แล้วเหยียดขาเรียวขาวทั้งสองข้าง ก่อนมองเย่เฉินอย่างภาคภูมิใจ
“นายตาฝาดหรือเปล่า ฉันเปลี่ยนไปตั้งเยอะไม่เห็นหรือไง?”
“แต่เป็นนายต่างหาก ไหนบอกว่าตอนเย็นจะกินข้าวด้วยกัน ทำไมไม่เรียกฉัน เห็นชัด ๆ ว่าไม่เห็นฉันเป็นเพื่อนร่วมชั้นเก่าอยู่ในสายตา”
คำพูดนั้นทำให้เย่เฉินพูดไม่ออก เขาแค่อยากกินปิ้งย่างขึ้นมากะทันหัน ไม่ได้นึกถึงเจียงเชี่ยนเลยสักนิด
รู้ตัวว่าผิด เย่เฉินจึงหยิบเบียร์ขึ้นมาอีกขวด
“งั้นฉันดื่มลงโทษตัวเองหนึ่งขวด ถือว่าขอโทษแล้วกัน”
เจียงเชี่ยนเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือจับขวดเบียร์ มุมปากยกขึ้นขณะมองเย่เฉิน “แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
ดื่มกันไปหลายรอบ เบียร์อูซูหนึ่งลังก็ใกล้หมดแล้ว
“ฉันไปห้องน้ำก่อน เดี๋ยวให้พนักงานเอามาเพิ่มอีกลัง”
เย่เฉินชี้ไปทางห้องน้ำในร้าน
เจียงเชี่ยนกำลังกินหอยนางรม จึงยกมือทำสัญลักษณ์โอเคให้เขา
พอออกจากห้องน้ำ เย่เฉินกำลังจะไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเบียร์เพิ่มอีกลังจากเด็กหญิง
พลันได้ยินเสียงเจียงเชี่ยนดังมาจากด้านนอก
ไม่นาน ลูกค้าในร้านก็วางเนื้อเสียบไม้ในมือลง แล้วพากันออกไปมุงดู
“ไอ้โรคจิต มือแกจะวางไว้ตรงไหน?”
“ฉันบอกไว้ก่อนนะ เดี๋ยวเพื่อนฉันก็มาแล้ว พวกแกรีบไสหัวไปซะ!”
ชายหัวโล้นคนหนึ่งไม่เพียงไม่กลัว กลับยิ้มย่ามใจยิ่งกว่าเดิม
“โอ้โห ยังเป็นแม่ม้าพยศตัวน้อยสินะ ฉันชอบฝึกแม่ม้าพยศแบบนี้ที่สุด”
“เธอดุขนาดนี้ แฟนหนุ่มของเธอจะปรนเปรอไหวหรือเปล่า ให้พวกพี่ช่วยไหม รับรองว่าคืนนี้จะทำให้เธอสุขจนลืมไม่ลง”
พูดจบ ชายคนนั้นก็ยื่นมือไปแตะตัวเจียงเชี่ยนอีกครั้ง
ทันใดนั้น มือที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศก็ถูกพลังมหาศาลจับไว้แน่น ต่อให้เขาดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ชายคนนั้นหันไปมองอย่างประหลาดใจ แล้วก็เห็นใบหน้าบึ้งตึงของเย่เฉินพอดี
“แกเป็นใครวะ!”
“อ้อ... แกนี่เองแฟนหนุ่มของเธอ ไอ้หนู ฉันเตือนแกไว้ก่อนนะว่าแกควร...”
ยังพูดไม่ทันจบ เย่เฉินก็หยิบขวดเบียร์เปล่าข้างมือฟาดใส่หัวชายหัวโล้นอย่างแรง
“ปัง!”
ขวดเบียร์แตกละเอียด ศีรษะชายหัวโล้นแตกเลือดอาบในพริบตา
ชายหัวโล้นถูกเย่เฉินเล่นงานจนมึนงง เขาเป็นอันธพาลแถวนี้มาหลายปี เย่เฉินเป็นคนแรกที่กล้าลงมือกับเขา
ชายหัวโล้นกุมหัวไว้ข้างหนึ่ง พลางตะโกนเรียกลูกน้องอันธพาลสองสามคนที่อยู่ข้างตัว
“ยืนบื้ออะไรอยู่ จัดการมันให้ฉัน!”
ได้ยินดังนั้น ลูกน้องหลายคนของชายหัวโล้นก็พุ่งเข้ามา
ทว่าเย่เฉินในตอนนี้ไม่ใช่คนอ่อนแอที่ใครจะรังแกได้ตามใจเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เขาดึงเจียงเชี่ยนไปไว้ข้างหลัง กำหมัดแน่น แล้วแอบโคจรพลังของปราณกำเนิดฟ้า
อันธพาลคนหนึ่งถือขวดเบียร์พุ่งเข้ามา ขณะที่ขวดกำลังจะฟาดลงมาในพริบตานั้นเอง
ร่างของเย่เฉินพลันไหววูบ เขาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของอีกฝ่าย ก่อนยกฝ่ามือรองใต้คางของอันธพาล
แม้เย่เฉินจะไม่ได้ออกแรงเต็มที่ แต่ทันทีที่ถูกฝ่ามือของเขา อันธพาลคนนั้นก็ลอยละลิ่วถอยหลังไปทั้งตัว
คนอื่นยังไม่ทันตั้งตัว เย่เฉินก็ก้าวออกไปแล้ว
เพียงชั่วพริบตา อันธพาล 4-5 คนก็ลงไปนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น
ชายหัวโล้นที่เดิมยืนดูอยู่ด้านหลัง ตอนนี้อ้าปากค้าง ขาสั่นระริก
“พะ...พี่ใหญ่ ผมรู้แล้วว่าผิด ต่อไปไม่กล้าอีกแล้วครับ”
เย่เฉินเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “ควรขอโทษใคร?”
ชายหัวโล้นชะงักไป ก่อนจะรีบเข้าใจ เขาหันไปมองเจียงเชี่ยนด้วยสีหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
“น้องสาว ผมผิดไปแล้ว เห็นแก่ที่ผมไม่รู้ความ อย่าถือสาผมเลยนะ”
“ใครเป็นน้องสาวแก อย่ามาทำสนิท ไอ้โรคจิต!”
“รีบไสหัวไปเลย เห็นพวกแกแล้วฉันคลื่นไส้!”
เจียงเชี่ยนกอดอก พูดอย่างฉุนเฉียว
“ได้ ๆ ผมไปเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้...”
ชายหัวโล้นราวกับได้รับการอภัย รีบหันหลังจะหนี แต่เย่เฉินเรียกเขาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว จ่ายเงินให้เรียบร้อย อะไรที่ต้องชดใช้ก็ชดใช้ แล้วเก็บกวาดร้านให้เถ้าแก่ด้วย”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ชายหัวโล้นกับพวกก้มตัวลง ท่าทางนอบน้อมอย่างที่สุด
เย่เฉินพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วออกจากร้านไปพร้อมเจียงเชี่ยน
“เอาละ ไสหัวไปได้แล้ว ไว้เจอกันใหม่นะ”
เจอกับผีน่ะสิ!
นี่คือคำด่าที่ชายหัวโล้นสบถอยู่ในใจ
เมื่อเงาของเย่เฉินกับเจียงเชี่ยนลับหายไปจนหมด เขาถึงค่อยถอนหายใจยาว แล้วเตะลูกน้องที่นอนอยู่บนพื้นไปหนึ่งที
“เลิกร้องโอดโอยได้แล้ว น่าอับอายขายหน้าจริง ๆ!”
