วันรุ่งขึ้น หยางมี่ซือก็นั่งเฮลิคอปเตอร์ของกรมการสงครามมาถึงสำนักเต๋าเทียนอี
ขนของหมั้นทั้งหมดออกไป แถมยังทิ้งกล่องสมุนไพรไว้กล่องหนึ่ง
พลางรับตี้เสี่ยวกั่วขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปด้วย
เด็กน้อยคิดว่ากลับไปต้องทำเลขคณิตท่องพินอิน ก็ร้องไห้งอแงอาละวาดเป็นธรรมดา โชคดีที่หยางมี่ซือขู่ประโยคเดียวว่า ร้องอีกจะส่งหนังสือแบบฝึกหัดให้กล่องนึง ก็รีบเงียบกริบ
หยางมี่ซือจัดการตี้เสี่ยวกั่วเสร็จ ก็เดินมาต่อหน้าตี้หลงเซวียน พูดอย่างจริงจังว่า “นายน้อย ตระกูลเซวียนหยวนแคว้นตะวันตกเป็นตระกูลลับเร้นระดับหกดาว ท่านแน่ใจหรือว่าจะเผชิญหน้ากับพวกเขา”
“ไม่มีทางถอย ตระกูลเซวียนหยวนไม่ปล่อยเจียงเสวี่ยไปแน่ ถึงฉันอยากจับมือสงบศึกก็เป็นไปไม่ได้”
ตี้หลงเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ถ้าเช่นนั้นนายน้อยก็ระมัดระวังตัวด้วย หากไม่มั่นพอ จะขอให้ตำหนักยุทธมังกรและองค์หญิงสามช่วยไกล่เกลี่ยก็ได้”
หยางมี่ซือกล่าวอีก
ตี้หลงเซวียนพยักหน้า “วางใจเถอะ ฉันพอมีหนทาง”
หยางมี่ซือทราบดีว่านายน้อยของนางทะเยอทะยานเด็ดเดี่ยว มิใช่สิ่งที่นางจะเกลี้ยกล่อมได้ จึงคารวะแล้วกล่าวลา
ไม่นานเฮลิคอปเตอร์กรมการสงครามก็ทะยานขึ้นฟ้า
ตี้หลงเซวียนหันหลังกลับ มองหลิ่วเจียงเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไม่ต้องกังวลจนเกินไป ข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้”
“เป็นเพราะข้าเอง ทำให้ท่านเดือดร้อน”
หลิ่วเจียงเสวี่ยเอ่ยอย่างร้อนใจและรู้สึกผิด
“ห้ามเจ้ากล่าวเช่นนี้ หากเจ้าไม่ได้สวดขอพรให้ข้า ก็คงไม่ถูกหลวงจีนหงเชิงหลอกลวง กลับเป็นข้าที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน”
ตี้หลงเซวียนกล่าวจบ ก็ดึงหลิ่วเจียงเสวี่ยเข้ามากอด
