รถหยุดแล้ว ลมก็หยุดพัดเช่นกัน
จางซีใช้เท้าข้างหนึ่งยันพื้น หอบหายใจเฮือกใหญ่ เธอก้มมองต้วนอวี่ โชคดีที่คุณชายน้อยแค่หน้าซีดเพราะตกใจ ไม่ได้เกิดอาการกำเริบ
จากนั้นเธอก็หันไปมองต้วนฉุนจิ่น กำลังจะอ้าปากด่าเขา แต่กลับพบว่าใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงสิบเซนติเมตร
ใกล้จนเธอมองเห็นรอยย่นจาง ๆ ระหว่างคิ้วของเขา นับเส้นขนตาได้ชัดเจน และได้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของไม้ซีดาร์จากตัวเขา
ปอยผมสีดำตรงหน้าผากของเขาถูกลมพัดจนยุ่ง ตกลงมาปรกหางตา
หยาดเหงื่อเม็ดเล็กละเอียดเกาะอยู่บนสันจมูก
ดวงตาคู่นั้นปกติเย็นชาเสียจนแทบจะแช่แข็งคนได้ แต่ตอนนี้กลับจ้องเธอเขม็ง ลึกลงไปในม่านตาคู่นั้นมีกระแสอารมณ์ร้อนแรงที่เธออ่านไม่ออกกำลังปั่นป่วน
มือที่เขาวางอยู่บนเอวของเธอยังไม่ได้คลายออก
ส่วนมืออีกข้างจับเบาะหลังรถไว้ เส้นเลือดบนหลังมือปูดนูนชัดเจน
จางซีกะพริบตา
“ตกใจแทบตาย นึกว่าจะคว่ำซะแล้ว” พูดจบเธอก็ก้มมองรองเท้าหนังของต้วนฉุนจิ่นที่ยันอยู่กับพื้น “พื้นรองเท้าสึกแล้ว คุณรับผิดชอบเองนะ ไม่เบิกเงินคืนให้หรอก ถ้าคุณไม่ตัวหนักแล้วยังดึงดันจะขึ้นรถมาด้วย ด้วยฝีมือฉันไม่มีทางคว่ำหรอก”
เธอมองมือที่เขากำลังบีบเอวเธออีกครั้ง “เจ้านาย จับพอหรือยังคะ? เอวฉันไม่มีที่จับ คุณช่วยเปลี่ยนไปจับตรงอื่นได้ไหม?”
ต้วนฉุนจิ่นรีบปล่อยมือทันที
เขายืดตัวขึ้น แต่เท้าทั้งสองข้างยังคงยันพื้นอยู่
เขาเบือนหน้า ไม่กล้าสบตาจางซีที่หันกลับมาครึ่งหนึ่ง “ขับรถห่วยแตก”
“ค่ะ ๆ ฉันขับห่วยแตก ขาคุณยาว ยันพื้นได้ แล้วทำไมไม่ยันตั้งแต่แรกคะ?” จางซีกลอกตา “นั่งดีหรือยัง? ห้ามจับเอวฉัน เบาะหลังมีโครงเหล็ก จับตรงนั้นเอง แล้วก็ถอยไปอีก คุณแนบหลังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
