หนานวั่งเยว่ปรายตามองมา แต่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงกลับถูกข่มขวัญจนชะงัก มือหยุดค้างกลางอากาศ
จู่ ๆ เขาก็หมดสติไป!
“คงเป็นผลจากกู่รักสินะ...”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
จะแก้กู่ได้อย่างไร?
ระหว่างปลดโซ่ที่พันธนาการมือเท้าเขา อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงก็พยายามนึกอย่างสุดกำลัง
แต่ในความทรงจำมีเพียงวิธีวางกู่ ไม่มีวิธีแก้กู่เลยนี่นา!
“อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนด้วยความโกรธก็ดังมาจากข้างนอก
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคย หัวใจของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงก็เจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย
นางเดินไปทางประตู
“จืออวี้ อย่าวู่วามเลย ในเมื่อน้องชอบปิ่นมุกเม็ดนั้น ก็ให้น้องไปเถอะ...”
“นางแย่งทุกอย่างจากพี่ พี่หญิง ถ้ายังตามใจให้นางได้ใจต่อไป วันหน้ากลัวว่านางจะแย่งสามีพี่ไปด้วย!”
ซูอี้หว่านชะงักไปครู่หนึ่ง “เซี่ยงเซี่ยงคงไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก...”
ซูจืออวี้แค่นเสียงเย็นชา “ชื่อเสียงนางเสียหายป่นปี้ขนาดนั้นแล้ว ในเมืองหลวงนี้ยังมีคุณชายบ้านไหนกล้าแต่งกับนางอีก? ถ้ามีจริง นางก็คงไม่ไปซื้อขอทานมาเป็นสามีหรอก!”
พูดถึงตรงนี้ ซูจืออวี้ก็กล่าวเสียงหนักแน่นอีกครั้ง “ไร้ยางอาย! ทำให้ตระกูลซูต้องอับอายขายหน้าไปหมด!”
“ข้าแซ่อวิ๋น แล้วเกี่ยวอะไรกับตระกูลซูของพวกเจ้า?!” เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมกับที่อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงก้าวออกมา
ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามจังหวะฝีเท้า แผ่นหลังของเด็กสาวตั้งตรง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความแน่วแน่
ซูจืออวี้กับซูอี้หว่านต่างชะงักงัน
“ข้าหายตัวไปตอนอายุ 3 ขวบ ในงานโคมไฟเทศกาลหยวนเซียว พออายุ 10 ขวบถึงถูกตามตัวกลับมา และตอนนี้ก็ผ่านไป 7 ปีแล้ว แต่พวกตระกูลซูกลับเห็นว่าข้าโง่เขลา ไม่ยอมให้ข้ากลับไปใช้แซ่เดิม ต่อจากนี้จะไม่เปลี่ยนแซ่ก็ช่างเถอะ ข้า อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูของพวกเจ้าอีก!” อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงกล่าวเสียงกังวาน
ซูจืออวี้ได้สติกลับมา
“อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง เจ้านี่หน้าหนาเสียจริง ทั้งที่เป็นฝ่ายแย่งปิ่นมุกของพี่หญิงไป แถมยังทำร้ายพี่หญิง ตอนนี้กลับทำท่าราวกับเป็นผู้ถูกกระทำเสียอย่างนั้น!”
เด็กหนุ่มมีริมฝีปากแดงฟันขาว ดวงตาสดใสใต้เรือนผมดำขลับ
สายลมพัดผ่านลานบ้าน ริบบิ้นสีแดงที่ผูกมวยผมของเขาปลิวไสว
เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนกล่าวเสียงเย็นชา “ข้าขอบอกไว้เลย วันนี้ถ้าเจ้าไม่ขอโทษพี่หญิง ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงมองซูจืออวี้อย่างเย็นชา ไม่พูดอะไร
แม้ก่อนหน้านี้นางจะสูญเสียจิตสำนึกของตัวเองไป แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับนางก็เป็นประสบการณ์ที่นางพบเจอมากับตัว จะว่าเหมือนได้ใช้ชีวิตมาอีกครั้งก็ไม่ผิด ความรู้สึกทั้งสุข โกรธ เศร้า และยินดีวนเวียนอยู่ในใจ
ตอนนางหายตัวไปเมื่อตอนเด็ก คนตระกูลซูแทบคลุ้มคลั่งออกตามหา ฮูหยินซูซึ่งเป็นมารดาของร่างนี้ก็ล้มป่วยลงเพราะเรื่องนี้
ปีนั้น ตระกูลซูถูกปกคลุมด้วยเมฆหม่น จนกระทั่งตัวเอกหญิงอย่างซูอี้หว่านได้รับการรับเลี้ยงจากตระกูลซู
ในหนังสือบรรยายไว้ว่า การมาถึงของซูอี้หว่านนำแสงสว่างและเสียงหัวเราะมาสู่ตระกูลซู คนตระกูลซูมอบความรักที่มีต่อลูกสาวแท้ ๆ ทั้งหมดให้ซูอี้หว่าน
ความทรงจำของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ตอนอายุ 10 ขวบ นางกลับไปยังตระกูลซู แรก ๆ ทุกคนดีกับนาง เพียงแต่ไม่ว่าจะพยายามทำให้ความรักเท่าเทียมกันแค่ไหน ก็ย่อมมีบางส่วนที่เอนเอียง อีกทั้งนางยังหัวช้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ช้ากว่าคนอื่นอยู่ก้าวหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ซูอี้หว่านจึงยิ่งดูฉลาดและโดดเด่นขึ้นไปอีก
นางนึกถึงคำพูดที่พูดกับหนานวั่งเยว่ก่อนจะตื่นรู้
พ่อแม่ทุกคนต่างชอบเด็กที่เรียนเก่ง ฉลาด และเชื่อฟัง
เพราะนางโง่เขลากว่า ต่อให้พยายามแค่ไหน ในสายตาคนตระกูลซูก็ยังสู้ซูอี้หว่านไม่ได้
“จืออวี้ เซี่ยงเซี่ยงตบข้า ข้าไม่โทษนางหรอก” ซูอี้หว่านลูบใบหน้าตัวเอง พลางพูดเสียงเบา “ถึงอย่างไร เซี่ยงเซี่ยงก็เป็นสายเลือดแท้ ๆ ของตระกูลซู ส่วนข้าก็เป็นแค่คนนอก...”
ความคิดของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงถูกขัดจังหวะ นางเลิกคิ้วพลางกวาดตามองซูอี้หว่านตั้งแต่หัวจรดเท้า
กลิ่นชาเขียวช่างเข้มข้นเหลือเกิน
ในความทรงจำ แม้คำพูดคำจาและกิริยาของซูอี้หว่านจะมีความเจ้าเล่ห์แฝงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นขนาดนี้
“พี่หญิงพูดเหลวไหลอะไร? ในใจจืออวี้ พี่ก็คือพี่สาวแท้ ๆ ของข้า! ข้ามีพี่สาวแค่คนเดียว!”
ประโยคสุดท้ายฟังคล้ายพูดประชดด้วยความน้อยใจ น้ำเสียงก็หนักขึ้นไม่น้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของซูจืออวี้ มุมปากของซูอี้หว่านก็กระตุกเล็กน้อย
นางรู้อยู่แล้ว แค่พูดอะไรไปไม่กี่คำ ทุกคนก็จะหันมาเอาใจใส่นาง
อย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรีแห่งโชคชะตาของโลกใบนี้ ทุกคนย่อมวนเวียนอยู่รอบตัวนาง
แต่เดิมนางก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นตัวเอกของโลกนี้ หากไม่ใช่เพราะตอนอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงแย่งปิ่นมุกแล้วตบหน้านาง จนท้ายทอยกระแทกก้อนหินและหมดสติไป
ในความฝัน มีคนบอกนางว่านางคือบุตรีแห่งโชคชะตาของโลกนี้ เสียงนั้นยังทำให้นางเห็นภาพอนาคตได้ด้วย แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม
นางเห็นอนาคตที่ซูจืออวี้ได้เป็นขุนนางใหญ่ มีทั้งยศและทรัพย์สิน กลายเป็นขุนนางผู้กุมอำนาจแห่งยุค และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนของนาง
สายตาของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงเปลี่ยนเป็นลุ่มลึก
ซูอี้หว่านกำลังภูมิใจอยู่หรือ?
“เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ ทำให้พี่หญิงเสียใจอีกแล้ว รีบไปขอโทษพี่หญิงเดี๋ยวนี้!” ซูจืออวี้จ้องอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วกล่าวเสียงหนัก
เมื่อสบสายตาซูจืออวี้ ความไร้กำลังใจ ความไม่ยินยอม และความคลุ้มคลั่งก็เอ่อท้นขึ้นในใจอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง
ช่วงหลายวันมานี้ อารมณ์เช่นนี้ยิ่งทวีความรุนแรง หากนางยังไม่ตื่นรู้ เกรงว่าคงกลายเป็นตัวร้ายไปแล้ว
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เงียบ ๆ แล้วฝืนกดอารมณ์เหล่านั้นลงไป
อย่างไรเสีย นางก็ไม่ใช่นักบุญ ในเวลาแสนสั้นเช่นนี้ นางยังทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาไม่ได้
มีภาพบางภาพที่นางจดจำได้ขึ้นใจเสมอ
นางกับซูจืออวี้เป็นฝาแฝดชายหญิง ตอนนางอายุ 10 ขวบและกลับไปยังตระกูลซู นางเห็นร่างหนึ่งวิ่งกะโผลกกะเผลกมาจากไกล ๆ คุณชายน้อยหน้าหยกคนนั้นแต่งตัวเสียจนเสื้อผ้าเบี้ยวไปหมด เขาตาแดงก่ำพลางพุ่งเข้ามากอดนาง แล้วร้องไห้โฮ กล่าวโทษตัวเองที่แย่งสารอาหารของพี่หญิงไปตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้นางมีร่างกายอ่อนแอและผอมบางเช่นนั้น
คนเรามักโลภไม่รู้จักพอ หากไม่เคยได้รับ ก็คงไม่คาดหวังอะไร
มุกเม็ดนั้นเป็นไข่มุก โดยไข่มุกจากทะเลใต้มีชื่อเสียงที่สุดและมีราคาสูง
ตอนพบซูอี้หว่านครั้งแรก บนศีรษะนางประดับเครื่องประดับผมที่ร้อยด้วยไข่มุกทะเลใต้หลายเม็ด แม้แต่ละเม็ดจะเล็ก แต่ราคาก็ไม่ธรรมดา
ก่อนเข้ามาอยู่ในหนังสือ นางชอบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนโยนเป็นพิเศษ เครื่องประดับไข่มุกบนศีรษะของซูอี้หว่านดึงดูดสายตานาง จนอดมองหลายครั้งไม่ได้
ปีที่สองหลังกลับไปยังตระกูลซู นางป่วยหนักครั้งหนึ่ง หลังจากหายดีแล้วก็ยังหดหู่อยู่เป็นเวลานาน ซูจืออวี้เห็นนางขังตัวเองอยู่ในห้องทุกวัน จึงดึงดันจะพานางออกไปข้างนอก นางไม่ยอม พอก้าวถึงธรณีประตูก็หกล้ม นางเช็ดน้ำตา ส่วนซูจืออวี้กลับหันหลังวิ่งออกไป
หลังจากเขาวิ่งไป ฝนก็เริ่มตก นางนั่งมองม่านฝนอยู่ในห้องอย่างห่อเหี่ยว จนกระทั่งประตูห้องถูกผลักเปิด ซูจืออวี้ที่เปียกโชกราวกับลูกหมาตกน้ำล้วงไข่มุกทะเลใต้เม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ขนาดใหญ่เท่าข้อนิ้ว แวววาวใสราวหยก แล้วฉีกยิ้มกว้าง
เขาถามว่า “พี่หญิง ชอบไหม?”
