เย่ปู้หวี่กับโหลวกวานซานก้มก้นโด่ง พยายามแงะดวงตาของหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น
ในที่สุดหญิงสาวก็ทนไม่ไหว ลืมตาขึ้นแล้วถอยหลังไปหลายเมตร
“เดี๋ยวก่อน ขอร้องล่ะ อย่าแงะตาข้า”
เย่ปู้หวี่ลุกขึ้น ดวงตาที่หลุบต่ำจับจ้องไปยังดวงตาคู่นั้นซึ่งดูมีพิรุธเล็กน้อย
“ข้าก็บอกแล้วว่าการรักษาของข้าไม่มีปัญหา ว่ามาสิ เจ้ามีชื่ออะไร เหตุใดต้องแกล้งหมดสติด้วย?”
หญิงสาวผู้มีพิรุธขยับริมฝีปาก “ข้าชื่อหลิงเว่ย คนข้าง ๆ คือสหายของข้า ชิวอัน ส่วนคนที่เสียสละ...ชื่อว่าตู้หรูเฟย”
เมื่อเอ่ยถึงสหายที่เสียชีวิตไปแล้ว น้ำเสียงของหลิงเว่ยก็เจือความโศกเศร้า
“เดิมทีข้าคิดว่าวันนี้พวกเราทั้งสามคงไม่มีใครรอดชีวิต ขอบคุณพวกเจ้าที่ช่วยเหลือ”
นางเงยหน้ามองคนทั้งหก ตอนที่นางเลือกขอความช่วยเหลืออย่างลนลานในตอนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงสัญชาตญาณ คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ทุกคนล้วนเข้าใจความจริงอันโหดร้ายอย่างยิ่งข้อหนึ่ง
โลกใบนี้ไม่มีใครช่วยเจ้าโดยไร้เหตุผล ยิ่งไม่มีทางเพียงเพราะคำว่า ‘ช่วยข้าด้วย’ แล้วเลือกเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้ง
ดังนั้น ในชั่วขณะแรกที่ฟื้นขึ้นมา นางจึงนึกว่าตนเองมาถึงอีกโลกหนึ่ง ข้างหูมีเสียงพูดอันใสกระจ่างไร้เจตนาร้าย บนใบหน้ามีฝ่ามือคอยลูบผ่านเป็นครั้งคราว นำพาความอบอุ่นและการเยียวยามาให้
ราวกับความฝัน
เพราะตกตะลึงเกินไป นางจึงไม่ได้ลืมตาขึ้นทันที
นางกลัวว่าหลังลืมตาจะพบกับความจริงอันโหดร้าย
“ข้าคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ ต้องขออภัยด้วย”
เย่ปู้หวี่เกาศีรษะ แล้วชี้ไปยังชายที่เสียเลือดมากเกินไปและมีชื่อว่าชิวอัน
