จินตนาการอันงดงามพังทลายในพริบตา เย่ปู้หวี่หยิบจดหมายแนะนำตัวที่ซือเหวยเจี่ยนมอบให้ด้วยสีหน้าเหม่อลอย
รุ่นพี่ท่าทางไม่ใส่ใจหยิบจดหมายออกมา เมื่อเห็นตราประทับพิเศษบนนั้น ก็ขยี้ตาอย่างไม่แน่ใจ ก้มหน้า เงยหน้า ก้มหน้า เงยหน้า
ลูกตาขยับขึ้นลงห้าหกครั้ง ก่อนมองเย่ปู้หวี่ด้วยตาข้างหนึ่งโตข้างหนึ่งเล็ก
“กองรักษาความมั่นคงสังคมแนะนำมา?”
“อื้ม” เย่ปู้หวี่พยักหน้า
“บอกไหมว่าจะให้ไปหาใคร?”
“อาจารย์ใหญ่หลานหวยอวี้?”
เมื่อตอบคำถามของรุ่นพี่ เย่ปู้หวี่อดใจลอยไม่ได้
ถึงขั้นเริ่มสงสัยว่าคนที่เธอพบก่อนหน้านี้เป็นนักต้มตุ๋น หรือว่าตอนนี้เธอรู้สึกตัวอยู่ อยู่ในโลกปัจจุบันจริงหรือเปล่า?
ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่ความฝันก่อนตายของเธอหรอกนะ
คิดพลางก็หยิกแขนตัวเองแรงๆ เจ็บจริง
รุ่นพี่ที่เห็นพฤติกรรมทำร้ายตัวเองของเย่ปู้หวี่สูดลมหายใจฮืดเดียว ก่อนปรบมือฉาด “เข้าใจแล้ว โรคประหลาดของอัจฉริยะ”
เย่ปู้หวี่เม้มปาก สีหน้าพูดยาก “รุ่นพี่ ฉันแค่มาที่นี่ครั้งแรก ไม่รู้จักทาง”
รุ่นพี่ตบหัวตัวเอง “ขอโทษๆ เพิ่งตื่นนอนยังมึนๆ อยู่ จะหาอาจารย์ใหญ่ใช่ไหม ฉันเรียกให้ก็ได้”
ว่าแล้วก็ยืดคอ หันเข้าไปในโรงเรียน อ้าปาก สูดแรงเตรียมตะโกนสุดเสียง
เย่ปู้หวี่รู้สึกถึงหายนะในทันใด ยื่นมือปิดปากเธออย่างว่องไว แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก จะทำอะไร นี่จะทำอะไร?
ถ้าหล่อนแหกปากขึ้นมา เธอจะตายอนาถกลางสังคมทันทีแน่
เธอหัวเราะแห้งๆ ปล่อยมือลง “รุ่นพี่ ไม่ต้องรบกวนถึงขนาดนั้น ฉันแค่ต้องการแผนที่โรงเรียน ฉันไปหาอาจารย์ใหญ่เองได้ไหม?”
รุ่นพี่เลิกคิ้ว หยิบแผนที่โรงเรียนยัดใส่มือเย่ปู้หวี่ โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไปเลยๆ”
มองตามหลังเย่ปู้หวี่ รุ่นพี่พิงขอบหน้าต่างหาวหวอด
“กล้าดีนะ มาสถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์ครั้งแรกก็กล้าไปหาคนคนเดียว การทำแบบนี้ คงมั่นใจในตัวเองมากสินะ”
จะมั่นใจไหมไม่รู้ แต่ตอนนี้เย่ปู้หวี่รู้สึกเก็บตัวอย่างแน่นอน ยังไม่ทันได้ก้าว เธอก็ถูกเถาไม้ที่จู่ๆ ยื่นออกมาสะดุดล้มลง
“เอ่อ…”
รุ่นพี่ชะงัก สายตาค่อยๆ เลื่อนต่ำลง เย่ปู้หวี่ที่ล้มก้นจ้ำเบ้านวดเข่าตัวเอง ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า มองรอบๆ อย่างงุนงง เกาหัวแล้วเดินต่อ
“นี่มัน… ซื่อบื้อชัดๆ อ่าวไม่ใช่ เธอเดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเดินไป ฉันเรียกอาจารย์ใหญ่ให้ดีกว่า!”
เย่ปู้หวี่กลัวรบกวนคนอื่น หันกลับมายิ้มก่อนเร่งฝีเท้าเข้าไปข้างใน “ไม่เป็นไร ฉันหาทางไปเองได้ ไม่ต้องรบกวนคุณแล้วค่ะ”
รุ่นพี่ยื่นมือมาคล้ายเอ้อร์คัง สุดท้ายก็รั้งตัวเธอไว้ไม่อยู่
“เธอจะไหวจริงๆ เหรอ? เธอคงไม่ใช่ไม่รู้หรอกนะ ว่าสถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์เป็นเขตธงฟ้า”
หลังการสำรวจมากว่า 500 ปี กองบัญชาการสหพันธ์โลกปัจจุบันเรียกพื้นที่นอกโลกปัจจุบันว่า [เขตชายแดน] หรืออาจเรียกว่าเหวลึกชายแดน โดยแบ่งตามระดับอันตรายเป็นสามเขตสิบห้าระดับ
ระดับ 1-3 เป็นระดับน้ำเงิน เป็นพื้นที่ควบคุมได้ แม้จะมีปรากฏการณ์ไม่สมเหตุสมผลบ้างจนทำให้ค่าความโกลาหลสูงขึ้น แต่ก็ไม่ถือว่าอันตรายเกินไปสำหรับผู้ตื่นรู้
ระดับ 4-8 เป็นระดับแดง เขตสงคราม เป็นเป้าหมายป้องกันและควบคุมหลักของกองกำลังติดอาวุธหนักของกองทัพและกองรักษาความมั่นคงสังคมในปัจจุบัน ภัยธรรมชาติและภัยพิบัติจากมนุษย์ที่ปรากฏในเขตนี้หากรั่วไหลเข้าสู่โลกปัจจุบัน จะทำให้เกิดหายนะระดับกลาง
ภัยพิบัติจากมนุษย์อย่าง [ไฟถนน] ก็มาจากเขตสงครามนี่เอง
ระดับ 9-15 เป็นพื้นที่สีดำ หรือเรียกอีกอย่างว่าเขตหวงห้าม ภัยพิบัติและเคราะห์กรรมขนาดใหญ่ที่รู้จักทั้งหมดล้วนมาจากพื้นที่นี้ และเป็นพื้นที่ที่โลกปัจจุบันต้องใช้ผู้ยอดฝีมือจำนวนมากในการสำรวจ
การสำรวจเขตหวงห้ามของมนุษย์ในปัจจุบันทำได้ถึงเพียงระดับ 10 พื้นที่ระดับอื่นๆ มีอัตราการสำรวจไม่ถึง 10%
ส่วนสถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์นั้น ก็คือสถานที่ที่อาจารย์ใหญ่หลานหวยอวี้แบกมาจากพื้นที่ระดับน้ำเงินนี่เอง เมื่อก่อนโรงเรียนนี้ไม่ได้อยู่ในโลกปัจจุบัน
คนที่มาสถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์เป็นครั้งแรก ต่อให้เป็นผู้ตื่นรู้ระดับสามก็ต้องระวัง หากพลาดท่าถูกหายนะที่ปลอมตัวมาทำร้ายจนเจ็บหนัก ก็จะได้รู้สำนึก
นักเรียนคนหนึ่งเดินผ่านมาถาม “เฮ้ย เธอดูยังไม่ถึงระดับหนึ่งเลยนะ คุณปล่อยให้เธอไปแบบนี้จริงๆ เหรอ?”
รุ่นพี่กลอกตา “จะเป็นคนธรรมดาได้ยังไง นั่นคนแนะนำมาจากกองรักษาความมั่นคงสังคมนะ ไม่แน่อาจมีความสามารถในการเก็บกลิ่นอายพลังก็ได้ และเธอบอกเองว่าเธอไหว มั่นใจขนาดนั้นคงไม่ต้องให้เรากังวลหรอก ไปทำอะไรของเราเถอะ”
นักเรียนที่เคยเป็นห่วงรู้สึกเข้าท่า “ก็จริง สถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์เป็นเขตธงฟ้า ขนาดคนธรรมดาก็น่าจะพอรู้เรื่องนี้บ้าง”
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเย่ปู้หวี่คือพวกซวยที่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมมานานแล้ว ไม่ได้สนใจข่าวสารด้านนี้เลย
ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่มีทางได้เป็นผู้ตื่นรู้ ป่านนี้คงไม่ต้องเตรียมทำงานพิเศษตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมปลายหรอก
ดังนั้นเธอจึงไม่รู้จริงๆ ว่าสถาบันศึกษาสี่สัญลักษณ์เป็นเขตธงฟ้า รู้สึกแค่ว่าโรงเรียนนี้ช่างพิลึก นอกจากจะใหญ่แล้วยังเต็มไปด้วยกับดักมากมาย
เช่น เถาไม้ดำที่ยื่นออกมาเป็นระยะๆ หมายจะพันขาเธอ สิ่งที่แปะบนกำแพงทำตัวเหมือนภาพกราฟฟิตี้ ต้นไม้ที่เดินตามคน หรือแม้แต่โต๊ะเรียนยังกระโดดได้
รวมถึงโครงเหล็กบาสเก็ตบอลที่ขวางทางเธอตอนนี้ด้วย
เย่ปู้หวี่ขยับไปทางซ้าย มันก็ขยับตามไปทางซ้าย เย่ปู้หวี่ขยับไปทางขวา มันก็ขยับตามไปทางขวา
ชวนให้รู้สึกถึงวลีที่ว่า “ทางนี้ข้าสร้างเอง อยากผ่านไป ต้องจ่ายค่าทาง”
เย่ปู้หวี่ถอนหายใจ “แกจะทำอะไรน่ะ? หลีกทางหน่อยได้ไหม?”
เมื่อเห็นเย่ปู้หวี่สนใจมัน โครงเหล็กบาสเก็ตบอลก็โค้งงอเก้าสิบองศาทันที หิ้วห่วงที่เกือบจะผุพังยื่นเข้ามาใกล้เย่ปู้หวี่ แถมยังหยิบลูกบาสเกตบอลเก่าๆ ออกมาลูกหนึ่ง สื่อว่าให้เธอโยนลูกบาสลงห่วง
เย่ปู้หวี่ขมวดคิ้ว หยิบลูกบาสเกตบอล โยนลงห่วงที่อยู่ตรงหน้าและมัดเป็นปม
“แค่นี้ได้ไหม?”
โครงเหล็กบาสเก็ตบอลรับลูกบาสเกตบอลไว้ แล้วดีดดิ้นดีใจวิ่งจากไป
เย่ปู้หวี่เข้าไปในตึกสำนักงานได้สำเร็จ มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานอาจารย์ใหญ่ เหตุการณ์นี้ถูกนักเรียนที่ปีนป่ายอยู่บนตึกเรียนเห็นเข้าอย่างจัง หลายคนอ้าปากค้าง
“ไม่ถูกนะ ศพไร้หัวมันถูกจัดการแบบนี้เหรอ? ของนั่นยื่นมาถึงหน้าแล้ว เธอกลับไม่มีท่าทีใดๆ แถมยังไปแย่งหัวศพไร้หัวมา แล้วปาใส่มันอีก วิทยาศาสตร์เหรอ?!”
“คนนี้ พวกนายเคยเห็นไหม?”
ทุกคนส่ายหัวเป็นกลองป๋องแป๋ง
“ไม่เคยเห็น คงเป็นเด็กใหม่”
คนข้างๆ ส่งเสียงหัวเราะเยาะ “บ้าน่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ยังไม่เริ่มเลย จะมีเด็กใหม่ได้ยังไง เว้นแต่เป็นเด็กพิเศษอัจฉริยะอย่างมู่ปิงเกอ”
อีกสองคนครุ่นคิดก่อนหันหน้ามามอง “อืม… เป็นไปได้ไหมว่า นั่นคือเด็กพิเศษน่ะ?”
เพื่อนหมายเลขหนึ่ง “ฉันพนันด้วยวัตถุดิบระดับห้าว่าเธอคือเด็กพิเศษ”
เพื่อนหมายเลขสอง “แค่ระดับห้า นายจนขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันพนันด้วยของระดับหกว่าเธอใช่!”
เพื่อนหมายเลขสาม “พวกนายสองคนวางกับดักฉันใช่ไหม ฉันพนันด้วยของระดับสิบห้า! ว่าเธอใช่แน่!”
เพื่อนหมายเลขหนึ่งกลอกตา “ระดับสิบห้า โลกนี้มีวัตถุดิบระดับสิบห้าด้วยเหรอ? พื้นที่ระดับสิบห้ายังไม่มีใครสำรวจเลยนะ! นายยังเอากะหล่ำปลีจากเขตหวงห้ามมาให้ไม่ได้เลยสักหัว”
ทั้งสามส่ายหน้าอย่างจนใจ ดูแคลนกันไปมา แล้วโอบไหล่กันเดินออกไป
“ไปๆ ไปศึกษาศพไร้หัวตัวนั้นกัน นี่เป็นการค้นพบใหม่นะ”
