สำหรับการลงชนบทแล้ว อนาคตยังอีกยาวไกล หลินอวี้จู๋รู้ดีว่าอย่างน้อยก็ต้องรออีกหลายปีกว่าจะได้กลับเมือง หรือพูดให้ถูกก็คือต้องรอจนถึงวันที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาอีกครั้ง
แม่หลินเชื่อมาตลอดว่า ยิ่งลูกเข้าเรียนเร็วก็ยิ่งเรียนจบเร็ว จากนั้นก็จะได้เริ่มทำงานหาเงินเร็วขึ้น
เพราะอย่างนั้นหลินอวี้จู๋จึงได้เข้าเรียนค่อนข้างเร็ว ตอนนี้เพิ่งจบมัธยมปลายก็อายุแค่ 16 ปีแล้ว กว่าจะถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ยังอายุไม่ถึง 20 ด้วยซ้ำ อายุเท่านี้จะว่าเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มากนัก แต่พอเรียนจบ คนอื่นก็คงเรียกเธอว่าเป็นสาวแก่แล้ว
ถึงตอนนั้น เด็กสาววัยเดียวกับเธอคงมีลูกกันหลายคนแล้ว หลินอวี้จู๋เท้าคางมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เปลี่ยนผ่านไม่หยุด พลางจมอยู่กับความคิด
จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือรอกลับเมืองแล้วค่อยออกไปทำธุรกิจดี? ถึงเธอจะมีมิติส่วนตัว แต่ระบบซื้อของด้วยคูปองก็ยังไม่ถูกยกเลิกอย่างสิ้นเชิงจนกว่าจะถึงช่วงปลายยุค 80 ความจริงอีกไม่กี่ปีตลาดมืดก็จะค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ขอแค่ไม่ไปล่วงเกินใครเข้า การซื้อของมาขายต่อก็แทบไม่มีปัญหา
นอกจากการค้าคูปองที่มีโทษหนักแล้ว ธุรกิจอย่างอื่นก็ยังทำได้
เธอสามารถไปขายสินค้าอยู่ในเมืองที่ไม่คุ้นเคยสักระยะ ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็ทำกำไรเล็ก ๆ ก้อนโตได้
เมื่อถนนหนทางยังไม่มีกล้องวงจรปิด แหล่งที่มาของสินค้าก็ปกปิดได้ง่ายกว่า พอหาเงินได้มากพอ เธอก็ถอนตัวได้ทันเวลา แล้วไปอยู่ในเมืองที่ชอบ ซื้อบ้านไว้สักสองสามหลัง รอให้ราคาขึ้นหรือไม่ก็รอรับเงินชดเชยจากการเวนคืน แบบไหนก็ดีทั้งนั้น
จะซื้อห้องแถวริมถนนไว้อีกสักสองสามห้องก็ได้ พอถึงยุคทองก็ดัดแปลงเป็นร้านค้า ปล่อยเช่าหรือทำธุรกิจเองก็เป็นทางเลือกทั้งคู่
ถ้าใจกล้าพอ ตอนนี้เธอก็ไปตลาดมืดได้เช่นกัน ยุคนี้เครื่องประดับทองเงินหลายอย่างยังไม่มีราคา บางคนถึงกับเอามาแลกอาหารเพื่อให้อิ่มท้อง หากโชคดีเก็บของโบราณได้สักชิ้น ก็เป็นช่องทางทำเงินอีกทาง
