พ่อหลินเรียกหลินอวี้จู๋ไว้ เธออดคิดในใจไม่ได้ว่าแปลกใหม่ดี ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คำพูดที่พ่อหลินคุยกับเธอนับนิ้วมือข้างเดียวยังนับได้ไม่หมด คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อหลินจะตั้งใจรอเธออยู่
หลินอวี้จู๋มองพ่อหลินอย่างสงสัย
เห็นพ่อหลินล้วงม้วนธนบัตรออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เธอ ดูแล้วมีไม่น้อย แต่เป็นธนบัตรราคาไม่สูงนัก แวบแรกก็รู้ว่าเหมือนเงินเก็บส่วนตัวที่แอบสะสมเอาไว้
“เงิน 10 หยวนนี้เอาไปนะ เวลาออกจากบ้านควรเตรียมเงินไว้ให้พอ เดินทางไกลจะได้ไม่ลำบาก ใช้ประหยัดหน่อย พอไปถึงที่นั่นก็ต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
หลินอวี้จู๋มองใบหน้าของพ่อหลินที่เริ่มชราลง ความห่วงใยในแววตานั้นดูไม่เหมือนเสแสร้ง
พอก้มลงมองเงินในมือ ความรู้สึกในใจกลับซับซ้อนจนบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าพ่อหลินไม่สนใจว่าร่างเดิมจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ทั้งหมด
ในยุคนี้ เงิน 10 หยวนซื้อของได้ตั้งมากมาย สำหรับพ่อหลินที่ตามหลักแล้วควรไม่มีเงินติดตัวเลย เงิน 10 หยวนถือเป็นเงินก้อนโต
“พ่อได้เงินมาจากไหนคะ?”
คำถามนี้ทำให้ใบหน้าแก่ ๆ ของพ่อหลินแดงขึ้น การแอบเก็บเงินส่วนตัวเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้ลูกสาวรู้ เขาอับอายเกินกว่าจะอธิบาย จึงยัดเงินใส่มือของลูกสาวคนเล็กแล้วเปิดประตูเข้าลานบ้านไป “เด็กอย่างเธอนี่ ขี้สงสัยอะไรนักหนา”
หลินอวี้จู๋จ้องเงินในมือแล้วเงียบไปพักหนึ่ง ถ้าร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้คงดีใจมากแน่ ๆ
เด็กที่ไม่ได้รับความรักยิ่งโหยหาความรัก บางทีแค่ความห่วงใยเพียงน้อยนิดก็ทำให้เธอตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่แล้ว
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยเจ็บป่วยหรือประสบเคราะห์ร้าย และไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุแล้วทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ก็จริง แต่การที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างลูกสาวของคนอื่นก็เป็นเรื่องจริง
หรือจะพูดอีกอย่าง ถ้าหลินอวี้จู๋ไม่ได้ทะลุมิติมา ตอนนี้ร่างเดิมอาจกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วก็ได้
แต่เรื่องนั้นไม่ควรเป็นเหตุผลให้เธอรับความรักจากพ่อของคนอื่นอย่างสบายใจ!
ความรักจากพ่อแม่ที่ร่างเดิมโหยหามาตลอด เธอจะ...
หลินอวี้จู๋เก็บเงิน พลางคิดว่า ถือเสียว่าเธอยืมไปก่อนก็แล้วกัน พอมีเงินเมื่อไรก็ค่อยหาทางชดเชยคืน
ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าหลังลงชนบทไปแล้วจะเป็นอย่างไร เงินยิ่งมีมากยิ่งดี ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน เงินเพียงเหรียญเดียวก็ทำให้คนเก่งจนมุมได้ นี่คือความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
พอพี่สาวคนโตของตระกูลหลินกลับมา หลินอวี้จู๋ก็พูดกับเธอถึงเรื่องผ้าอนามัย
พี่สาวคนโตได้ฟังแล้วรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง น้องสาวคนนี้ตั้งแต่เล็กก็ใส่แต่เสื้อผ้าที่เธอกับน้องสาวคนรองส่งต่อให้ นาน ๆ ทีถึงจะเอ่ยปากขอของคืนสักครั้ง เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง การทำผ้าอนามัยไม่ใช่เรื่องยาก จึงพยักหน้าตกลง
เห็นพี่สาวคนโตตกลง หลินอวี้จู๋ก็ถามว่า “พี่คะ ต้องใช้เงินเท่าไร?”
พี่สาวคนโตส่ายหน้า พูดกลั้วหัวเราะว่า “เธอจะมีเงินที่ไหนกัน ไม่ต้องออกเงินหรอก” พูดแล้วก็ลูบศีรษะหลินอวี้จู๋อย่างเอ็นดู
พี่สาวคนโตเปรียบเสมือนแม่ เธอใช้เวลาเลี้ยงดูหลินอวี้จู๋มากกว่าแม่หลินเสียอีก
สมัยนี้แทบทุกบ้านให้พี่คนโตเลี้ยงน้อง หลินอวี้จู๋เองก็แทบจะเติบโตขึ้นมาด้วยน้ำมือของพี่สาวคนโต ความผูกพันจึงมีความสนิทสนมปะปนอยู่ไม่น้อย
หลินอวี้จู๋ไม่คิดว่าพี่สาวคนโตจะเป็นคนจ่ายเงินให้ พอแสดงสีหน้าลำบากใจ ก็เหมือนกับว่าเธอไปขอของจากอีกฝ่าย ตอนนั้นเองเธอจึงตระหนักว่า ต่อให้สวมบทบาทเป็นร่างเดิมอยู่ ก็ไม่อาจกลายเป็นร่างเดิมได้จริง ๆ มีหลายสิ่งที่เธอรับเอาไว้โดยไม่รู้สึกติดค้างไม่ได้
ตอนแรกที่มาอยู่บ้านนี้ชั่วคราว เธอไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอใกล้จะจากไป กลับเริ่มรู้สึกผูกพันขึ้นมาเสียอย่างนั้น...เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงจริง ๆ
วันรุ่งขึ้นตอนเก็บสัมภาระ หลินอวี้จู๋พบว่าร่างเดิมมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชุด
ฤดูหนาวแถวบ้านตระกูลหลินไม่หนาวนัก เสื้อกันหนาวบุฝ้ายที่เธอรื้อออกมาจึงไม่หนาเท่าไร จากประสบการณ์ชาติที่แล้ว เสื้อพวกนี้คงเอาไม่อยู่เมื่อต้องเจอความหนาวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดูท่าคงต้องหาทางหาฝ้ายมาเพิ่ม
ขณะที่กำลังจะยัดเสื้อกับกางเกงกันหนาวลงห่อ แม่หลินก็เดินเข้ามา พอเห็นหลินอวี้จู๋กำลังเก็บเสื้อกับกางเกงกันหนาวก็รีบพูดว่า “ไม่ต้องเอาไปหรอก เดี๋ยวบนรถโดนขโมยอีก”
หลินอวี้จู๋ชะงักมือกับคำพูดของแม่หลิน...
แม่หลินเห็นลูกสาวคนเล็กมีท่าทีไม่พอใจ ก็ขมวดคิ้ว “ทำหน้าอะไรแบบนั้น? แม่จะปล่อยให้เธอหนาวหรือไง นั่งรถตั้งสองวันกว่า ๆ เผลอ ๆ อาจถึงสามวัน พอหลับบนรถจนไม่รู้เรื่อง เสื้อกันหนาวถูกขโมยไปอีก แม่อยากรู้จริง ๆ ว่าจะไปร้องไห้กับใคร
อีกอย่าง เสื้อกับกางเกงกันหนาวบางแค่นี้ เอาไปแล้วจะช่วยอะไรได้? แม่จะให้พี่สาวคนโตช่วยหาฝ้ายมาเสริมให้หนาขึ้น ได้ยินว่าทางโน้นพอเข้าฤดูใบไม้ร่วงก็ต้องใส่เสื้อไหมพรมกับกางเกงไหมพรมแล้ว ถึงตอนนั้นยังต้องสะสมคูปองซื้อไหมพรมอีก ซื้อไหมพรมสักสองชั่งมาถักให้ แล้วส่งตามไปให้เธอ”
แม่หลินรู้สึกว่าช่วงนี้ลูกสาวคนเล็กมองเธอราวกับมองแม่เลี้ยง ใจร้ายไร้สำนึกจริง ๆ เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเล็ก ผลตอบแทนที่ได้กลับมามีแค่นี้
ลูกสาวคนเล็กบ้านอื่นน่ะทั้งออดอ้อนทั้งอ่อนหวานกับแม่ ลองหันมาดูบ้านเธอสิ
เปลวไฟโกรธน้อย ๆ ในใจหลินอวี้จู๋มอดลงทันที เธอได้เข้าใจแม่หลินมากขึ้นอีกนิด—ถึงอย่างไรก็เป็นแม่แท้ ๆ แม้จะไม่ได้ชอบเธอนัก แต่ในใจก็คงยังห่วงอยู่สินะ
หลินอวี้จู๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วหันไปเก็บของเหมือนเดิม แม่หลินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจ ก่อนจะหยิบธนบัตรใบละ 10 หยวนเจ็ดใบออกมาวางบนเตียง พร้อมคูปองอีกจำนวนหนึ่ง พอมองให้ดีล้วนเป็นคูปองธัญพืช แถมยังใช้ได้ทั่วประเทศ
หลินอวี้จู๋เคยเห็นคูปองธัญพืชตอนช่วยแม่หลินต่อแถวซื้อธัญพืช ส่วนใหญ่เป็นคูปองของท้องถิ่น ใช้ทั่วประเทศไม่ได้
คูปองที่ใช้ได้ทั่วประเทศแบบนี้ ไม่ใช่ทุกบ้านจะมี เห็นได้ว่าแม่หลินตั้งใจหาทางแลกมาให้เธอโดยเฉพาะ
“ออกจากบ้านแล้วระวังตัวหน่อย ยุคนี้ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคนดี เธอเป็นผู้หญิงต้องรู้จักระวังตัว อย่าให้ใครพูดไม่กี่คำแล้วหลอกเอาไปได้ แม่บอกไว้ก่อนนะ ก่อนแต่งงานห้ามทำเรื่องอย่างว่า เข้าใจไหม?”
พอพูดถึงท้ายประโยค แม่หลินก็เบิกตาโต รอให้หลินอวี้จู๋แสดงท่าทีตอบรับ
หลินอวี้จู๋กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง คิดว่าสาว ๆ ในยุคนี้บริสุทธิ์ไร้เดียงสากันมาก ตอนแม่หลินพูดเรื่องนี้คงหน้าแดงหูแดง เธอจึงแสร้งทำเป็นเขินอายแล้วแสดงท่าทีตอบรับด้วยการพยักหน้าอย่างหนักแน่น
แม่หลินถึงค่อยวางใจ แต่ก็อดบ่นต่อไม่ได้ “เงินที่ให้ไปก็ใช้อย่างประหยัด ลงชนบทไปก็ไม่มีอะไรให้ซื้อหรอก เงินนี่อาจใช้ได้นานสักปีสองปีด้วยซ้ำ”
ความรู้สึกซาบซึ้งที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจหลินอวี้จู๋แตกดังป๊อบทันที
“แม่ไม่ได้บอกว่าจะส่งธัญพืชกลับบ้านด้วยเหรอคะ?”
“ช่างเถอะ นิสัยอย่างเธอจะไปหาอาหารมาได้สักเท่าไรกัน”
วันนี้เป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง ในที่สุดหลินอวี้จู๋ก็มีเงินติดตัวแล้ว
พอมีเงิน สิ่งแรกที่เธอทำก็คือไปอาบน้ำที่โรงอาบน้ำ
เธอนึกถึงตอนเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ ที่ขอเงินแม่หลินไปอาบน้ำ แม่หลินกลับตอบเสียงเย็นชาว่า “จะอาบอะไร เดือนที่แล้วก็เพิ่งอาบไปไม่ใช่หรือไง”
คำพูดเดียวทำเอาเธอทั้งอึ้งทั้งพูดไม่ออก!
ปกติเธอทำได้แค่ต้มน้ำบ่อย ๆ แล้วเช็ดตัวให้สะอาด แต่ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปอาบน้ำที่โรงอาบน้ำให้ได้
ในยุคที่หมั่นโถวแป้งขาวราคาเพียงชั่งละ 2 เหมา ค่าอาบน้ำกลับแพงถึง 2 เหมาเหมือนกัน
หมั่นโถวแป้งขาวในยุคนี้เป็นของน่ากินที่หาได้ยากขนาดไหนกัน ถ้ามีเงินเท่านี้ แม่หลินเอาไปซื้อหมั่นโถวสักชั่งยังจะดีกว่า
เพราะเธอไปแต่เช้า คนที่โรงอาบน้ำจึงไม่มาก หลินอวี้จู๋แช่อยู่ในบ่อเพียงลำพัง พลางทอดถอนหายใจอย่างสบายอกสบายใจ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าแม่หลินยอมให้เงินเธอถึง 70 หยวน ความคิดจึงล่องลอยไปไกล
เธออดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเธอไม่ได้มา แล้วร่างเดิมตายเพราะไข้ขึ้นครั้งหนึ่ง แม่หลินจะเสียใจหรือเปล่า
คำตอบนั้นแน่นอนอยู่แล้ว
บนโลกนี้จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่ไม่สนใจว่าลูกจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรจริง ๆ?
พูดกันตามตรง หลินอวี้จู๋แค่ไม่เห็นด้วยกับวิธีเลี้ยงลูกของพ่อหลินกับแม่หลินเท่านั้น ไม่ได้คิดจะออกหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมแทนร่างเดิม
อีกอย่าง คนในยุคนี้อาจไม่เต็มใจให้คนที่เข้ามาครอบครองร่างของลูกสาวไปต่อปากต่อคำกับพ่อแม่ของเธอก็ได้ ใครจะอยากให้คนนอกมาทำให้ครอบครัวของตัวเองวุ่นวายไปหมด
ในมุมมองของหลินอวี้จู๋ ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนคนอื่น เธอไม่รู้ว่าร่างเดิมเคยขุ่นเคืองพ่อแม่หรือไม่ หากเธอเที่ยวทวงความเป็นธรรมแทนอีกฝ่ายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เหมือนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเกินไป!
ในทำนองเดียวกัน เธอก็ไม่มีสิทธิ์เกลียดพ่อแม่แทนร่างเดิม
หลินอวี้จู๋ยังจำได้ว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของเธอเคยถูกผู้ใหญ่รุ่นก่อนละเลย ในใจไม่ใช่ว่าไม่เคยรู้สึกขุ่นเคือง แต่ไม่ว่าปากจะพูดอย่างไร พออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ พวกท่านก็ยังทำตัวกตัญญูอย่างยิ่ง ไม่เคยโต้เถียงต่อหน้าแม้แต่คำเดียว ส่วนจะเชื่อฟังหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครั้นผู้ใหญ่ล้มป่วยและจากไป พ่อแม่ของเธอกลับร้องไห้โศกเศร้าอย่างหนัก
ตอนนั้นเธอจึงเข้าใจว่าพ่อแม่มักพูดไม่ตรงกับใจ
ในใจของพวกท่าน การถูกละเลยยามที่ยังมีชีวิตอยู่ช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการต้องพลัดพรากจากกันตลอดกาล
คนในยุคนี้มีมุมมองต่อครอบครัวไม่เหมือนกัน
ตอนแรกหลินอวี้จู๋ไม่รู้ว่าควรใช้ความรู้สึกแบบไหนเผชิญหน้ากับพ่อหลินและแม่หลิน เธอคิดไว้ว่าเมื่อไปชนบทแล้ว ต่างคนต่างแยกย้าย ไม่เกี่ยวข้องกันอีก ใช้ชีวิตของใครของมันอย่างสงบ
แต่ตอนนี้ในใจกลับเริ่มลังเล
แม้จะไม่ต้องกตัญญูต่อพวกท่านมากมาย แต่อย่างน้อยก็ควรทำหน้าที่แทนร่างเดิม อย่าทำให้เธอต้องถูกคนอื่นตราหน้าว่าอกตัญญู
ดูเหมือนนี่จะเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำให้ร่างเดิมได้อย่างเหมาะสม
หลินอวี้จู๋ไม่อาจเกิดความรู้สึกชื่นชมพ่อหลินกับแม่หลินได้จริง ๆ เรื่องบาดหมางระหว่างร่างเดิมกับพ่อแม่เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่แน่ว่ารอให้ผ่านไปอีกหลายสิบปี ครอบครัวนั้นอาจไปสะสางกันเองใต้ผืนดิน สรุปแล้วเธอก็เป็นคนนอก
พอคิดเรื่องเหล่านี้กระจ่าง ความสับสนที่เกาะกุมจิตใจเธอมาหลายวันก็คลี่คลายลงทันที
เมื่อเรียบเรียงความคิดได้แล้ว หลินอวี้จู๋ก็ใช้ผ้าขนหนูถูแขนอย่างแรง จู่ ๆ ก็พบว่ามีปานเพิ่มขึ้นมาตรงใต้รักแร้
ไม่กี่วันก่อนตอนเธอสวมเสื้อกล้ามเช็ดตัว ยังไม่มีรอยนี้อยู่เลย หลินอวี้จู๋ลองถูรอยแดงนั้นอีกครั้ง แต่ก็ยังอยู่เหมือนเดิม เธอคิดในใจว่าแปลกจริง ๆ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในหัว
ภาพตรงหน้าพลันพร่าเลือนราวกับทุกสิ่งกำลังจางหายไป
พอได้สติ หลินอวี้จู๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ชั่วขณะหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนทั้งร่างกำลังจะระเบิดออกมา
ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงติ๊ด ๆ ดังขึ้นข้างหู
“ระบบเชื่อมต่อเข้ากับหน้าต่างได้อย่างสมบูรณ์แล้ว โฮสต์ต้องการเปิดระบบหรือไม่?” เสียงทุ้มมีเสน่ห์ดังลอยอยู่ข้างหูราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
หลินอวี้จู๋ขยี้หู เสียงนี้ช่างถูกใจคนหลงเสียงจริง ๆ!
ไม่เปิด! ไม่เปิด!
ล้อเล่นหรือไง เธอยังแช่อยู่ในบ่อเลย ถ้าเปิดแล้วระบบดึงเธอเข้าไปในมิติอะไรสักแห่งแบบฝืนใจ แล้วป้าที่เพิ่งเข้ามาจะมองเธอยังไง!
หลินอวี้จู๋ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนทะลุมิติที่มีของวิเศษติดตัวด้วย
ใจเต้นแรง มือสั่นระริก~~
เธอปีนออกจากบ่อ อาบน้ำอีกทีแล้วค่อยกลับบ้าน อย่างน้อยก็ถือว่าคุ้มกับเงิน 2 เหมาแล้ว!
พอกลับถึงบ้าน เธอมองนาฬิกาแขวนผนัง เห็นว่ายังเหลือเวลาอีกพักกว่าพวกแม่หลินจะกลับมา
หลินอวี้จู๋รีบกลับเข้าห้อง ปิดประตูให้เรียบร้อย แล้วลองเรียกระบบในใจอย่างตื่นเต้น “ระบบ ยังอยู่ไหม~”
“ยินดีต้อนรับสู่ระบบฟาร์มไค๋ลู่ โฮสต์ต้องการเปิดระบบหรือไม่” เสียงไพเราะนุ่มนวลยังคงลอยก้องอยู่ข้างหู
หลินอวี้จู๋คิดอย่างมีความสุขว่า ต่อให้ระบบนี้จะไร้ประโยชน์แค่ไหน แค่ได้ฟังเสียงก็ยังดี
“ระบบนี้ร้องเพลงและเล่านิทานช่วยให้หลับได้ด้วยนะ!”
ฟังดูสิ บริการอบอุ่นราวกับแสงตะวัน แค่ฟังก็รู้แล้วว่าระบบนี้ล้ำสมัยแค่ไหน หลินอวี้จู๋ดีใจจนแทบลอยขึ้นฟ้า เธอเปล่งเสียงอย่างฮึกเหิมทันทีว่า “เปิดระบบ!”
“ได้เลย ขอแจ้งให้ทราบว่าระบบสามารถตรวจจับความคิดของโฮสต์ได้ หากมีเรื่องอะไรสามารถนึกในใจได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นรู้ถึงการมีอยู่ของระบบ ขอแนะนำให้โฮสต์สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้เป็นนิสัย”
หลินอวี้จู๋พยักหน้ารัว ๆ เธอเหลิงจนลืมตัวไปแล้วจริง ๆ
หล่อขนาดนี้ พูดอะไรก็ถูกหมดนั่นแหละ
