“เปล่า”
เสิ่นเวิ่นเฟิงไม่เข้าใจเลย “น้องสาว ตอนบ่ายเธอต้องส่งพาวเวอร์พอยต์ กลางคืนก็ต้องไปนำเสนองานข้างล่าง พรุ่งนี้เช้ายังต้องส่งรายงานภารกิจอีก แล้วนี่เธอยังดูอยู่เหรอ? ดูเข้าไปได้ยังไงเนี่ย?”
เหอหมี่เลิกเสแสร้งเสียที เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ดูอันนี้จบแล้วค่อยเขียน”
“ได้ ๆ ๆ”
จงซิวหมิงยกนิ้วโป้งให้ “ใจถึงจริง ๆ”
ความรู้สึกเร่งร้อนของพวกเขาคล้ายจะหายไปในพริบตา
สบายใจขึ้น
เหมือนตอนใกล้เข้าเรียนสายแล้วพบว่ายังมีเพื่อนคนอื่นอยู่ข้างหลังอย่างไรอย่างนั้น
เหอหมี่ยังไม่ร้อนใจ แล้วพวกเขาจะร้อนใจไปทำไม?
หน่าหวายมองหน้าจอพลางส่ายหน้า ถอนใจว่า “สู่ม่านชิงนี่ก็โชคร้ายจริง ๆ เพราะทุ่มเทกับการแสดงมากเกินไปจนถูกตัวละครตามติด ฉันเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย”
“นี่คงเป็นความยึดติดอย่างหนึ่งสินะ”
เสิ่นเวิ่นเฟิงกล่าว “ตัวละครทุกตัวมีชีวิตตั้งแต่วินาทีที่ถูกสร้างขึ้นมา เพียงแต่สู่ม่านชิงบังเอิญก้าวเข้าไปในโลกของเธอ และได้ร่วมผ่านเรื่องราวมาด้วยกันรอบหนึ่งเท่านั้น เหมือนที่พระจันทร์ครึ่งซีกพูดไว้ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ บางครั้งเราคิดว่าสิ่งของบางอย่างไร้ชีวิต แต่ความจริงแล้ว เราแค่อยู่กันคนละมิติ”
จ้าวเหวินรุ่ยขมวดคิ้ว “ฉันก็ยังไม่เข้าใจ ต่อให้อาฝานถูกสร้างขึ้นมาได้ดีแค่ไหน เธอก็เป็นแค่ตัวละคร นักแสดงเกิดมาเพื่อแสดงอยู่แล้ว ต้องลองรับบทที่แตกต่างกันถึงจะฝึกฝีมือและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น จะหยุดพัฒนาตัวเองเพราะตัวละครตัวเดียวได้ยังไง?”
