เหอหมี่หรี่ตาลงเล็กน้อย “มนุษย์เรามีวิญญาณสามส่วนและขวัญเจ็ดส่วน ในบรรดาวิญญาณสามส่วน วิญญาณฟ้าและวิญญาณดินมักอยู่นอกร่าง มีเพียงวิญญาณชะตาที่สถิตอยู่ในร่าง การหลอมวิญญาณเป็นต้องทำตอนที่คนยังมีชีวิตอยู่ และวิญญาณยังครบถ้วน จากนั้นใช้วิชาชั่วร้ายบางอย่างดึงวิญญาณสามส่วนและขวัญเจ็ดส่วนออกจากร่างอย่างฝืนใจ ก่อนจะใช้ภาชนะรองรับไว้ เพียงเท่านี้ก็สามารถนำวิญญาณไปได้”
“แต่...”
เสียงของเธอเจือความฝืดเฝื่อนอยู่บ้าง “วิชาชั่วร้ายเช่นนี้น่าจะสูญหายไปนานแล้ว ต่อให้กลับมาปรากฏบนโลกอีกครั้ง คนที่รู้วิชานี้ก็คงมีเพียงไม่กี่คน ฉันสงสัยมากว่าคดีครั้งนี้กับคดีเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นฝีมือฆาตกรคนเดียวกัน แต่ปัญหาคือ หลังคดีในปี 2009 ฆาตกรก็ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย แล้วทำไมช่วงนี้ถึงกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง?”
เซิ่งซินเยว่กล่าวเสียงขรึม “ฉันไม่คิดว่าสองคดีนี้เป็นฝีมือคนคนเดียวกัน”
เธอหันไปมองเหอหมี่กะทันหัน ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า “คุณเป็นยมทูตมีชีวิต มีอำนาจควบคุมภูตผีโดยกำเนิด ลองเรียกวิญญาณของเฉินซู่ดูสิ ว่าจะชิงกลับมาได้หรือเปล่า”
เหอหมี่พยักหน้า
ทุกคนถอยไปหลายก้าว เปิดพื้นที่ให้เธอ เห็นเหอหมี่หยิบธูปสามดอกจากกระเป๋า จุดไฟแล้วปักลงบนพื้น จากนั้นก็หยิบแผ่นยันต์ออกมาอีกแผ่น สะบัดเบา ๆ ประกายไฟจุดหนึ่งพลันลุกวาบ แผ่นยันต์ลุกไหม้ขึ้นเองทันที!
“อึก...”
ลำคอของเหอหมี่เปล่งเสียงคลุมเครือออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอหลับตาลง ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็เหลือเพียงตาขาว มองแล้วชวนให้รู้สึกประหลาดอย่างยิ่ง
