“ใครจะไปรู้ว่าพอลืมตาขึ้นมาเมื่อกี้ ผมก็ไปอยู่กลางทุ่งนาแล้ว! ตอนนั้นผมรู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เลยรีบกลับมา ไม่คิดเลยว่าจะเห็นพวกคุณ…”
ขณะพูด เขาหมุนตัวให้ดูราวกับต้องการพิสูจน์คำพูด “ดูสิ ตอนนี้เสื้อผ้าผมยังเปื้อนดินอยู่เลย!”
เซิ่งซินเยว่เอ่ยว่า “ที่จางเสี่ยวเยี่ยพูดไม่ผิด เฉินเจี้ยนกั๋วใส่ยาในเหล้าของเขา พอเขาโดนยาเล่นงานก็เอาไปทิ้งไว้ในทุ่งนาด้านล่าง”
เมื่อมีคนช่วยพูดให้ จางเสี่ยวเยี่ยก็โล่งอกทันที “เห็นไหม ผมไม่ได้โกหก! ขอบคุณนะครับน้องสาว ผมเห็นใจเขาจริง ๆ ใครจะคิดล่ะว่าเขาจะลอบเล่นงานผมแบบนี้! …เดี๋ยวก่อน ไม่สิ”
เขาทำหน้างุนงง “เหมือนผม…ยังไม่ได้บอกชื่อเลยนี่ คุณรู้ได้ยังไง?”
เซิ่งซินเยว่ยิ้มบาง ๆ ท่าทีขอไปทีอย่างยิ่ง “เดาเอา”
จางเสี่ยวเยี่ยเกาหัว แม้จะสงสัยอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เขาหันไปพูดกับเฉินเจี้ยนกั๋ว “คุณลุง ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ เจอเรื่องแบบนี้ใคร ๆ ก็ต้องเสียใจ แต่ยังไงคุณก็ควรให้ความร่วมมือกับตำรวจบ้าง ทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยเฉินซู่เลยจริง ๆ”
เฉินเจี้ยนกั๋วหัวเราะเย็นชา “ตำรวจสืบอะไรไม่เจอหรอก สองวันก่อนผมบอกตำรวจไปแล้วว่ามีคนจงใจขโมยวิญญาณลูกชายผมไป แต่ไม่มีใครเชื่อ แถมยังบอกว่าผมเสียใจจนสติหลุด!”
“ตำรวจพวกนั้นโง่เง่า ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าโลกนี้มีผี ถ้าสืบคดีกันแบบนั้นก็ไม่มีทางเจออะไร ผมอยากทวงความยุติธรรมให้ลูก ก็ต้องลงมือเอง นั่นลูกชายผมนะ พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาห้ามผม!”
