เธอมองหอผู้ป่วยวิกฤตด้วยแววตากังวล น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงมา “ตอนเด็ก ๆ ฉันยังเคยบอกว่าจะพาเธอไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยกันเลย พวกเรายังพูดกันด้วยว่าพอโตขึ้น ฉันจะพาเธอไปทิเบต ไปดูพระราชวังโปตาลาที่ลาซา แล้วก็พาเธอไปเที่ยวทั่วโลก”
“เธอบอกว่าไม่อยากไปที่ไหนทั้งนั้น ขอแค่ให้ฉันเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยก็พอ”
“แต่ฉันกลับจำคำพูดพวกนั้นได้ขึ้นใจ ถึงเธอจะไม่ได้เรียกร้องอะไรจากฉันมากมาย แต่ฉันก็ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้…”
ตั้งแต่ได้พบเมิ่งเถียนเอ๋อร์มา เธอก็เอาแต่ทำท่าทางแข็งกร้าวมาตลอด
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเธอเปราะบางถึงเพียงนี้ ราวกับในที่สุดก็ถอดเกราะแข็งแกร่งที่สวมไว้ออก เผยให้เห็นเนื้อในอันอ่อนโยน
เซิ่งซินเยว่ถอนหายใจ กำลังจะเอ่ยปลอบ ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียง “ติ๊ด ๆ ๆ” ดังระรัวมาจากตัวเมิ่งเถียนเอ๋อร์
มือที่ยื่นออกไปของเธอชะงัก ก่อนจะหดกลับ “มีคนโทรหาเธอเหรอ?”
“เปล่า”
เมิ่งเถียนเอ๋อร์หยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างสงบนิ่ง แล้วกดปิดเสียง “นาฬิกาปลุกน่ะ”
“...นาฬิกาปลุก?”
เซิ่งซินเยว่ไม่เข้าใจว่าเวลานี้จะตั้งนาฬิกาปลุกไปทำไม
แต่กลับเห็นเมิ่งเถียนเอ๋อร์เช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวก ๆ แล้วกลับมามีสีหน้าเย็นชาอย่างเคย “ฉันร้องไห้มาห้านาทีแล้ว พอแล้ว”
เซิ่งซินเยว่ “???”
“เดี๋ยวนะ”
เธอมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ “ที่เมื่อกี้เธอนั่งยอง ๆ แล้วกดโทรศัพท์ ก็เพื่อตั้งนาฬิกาปลุกเหรอ?”
“อืม”
เมิ่งเถียนเอ๋อร์กล่าว “โลกของผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีอารมณ์ไร้ประโยชน์มากมายขนาดนั้น”
