บิดาหนิงดีใจจนออกนอกหน้า “งั้นรีบ...”
เซิ่งซินเยว่เปลี่ยนเรื่องกลางคัน “แต่ฉันมีข้อแม้ข้อหนึ่ง”
เส้นเลือดบนลำคอของหนิงเย่าปูดโปน เขากลอกตาไปมา มุมปากมีฟองสีขาวผุดออกมา แขนขาทั้งสี่ยังกระตุกอย่างไร้สติ ดูท่าจะไม่ไหวแล้ว!
“พูดมาเลย ฉันรับปาก ขอแค่เธอยอมช่วยลูกชายฉัน เธอจะตั้งข้อแม้อะไรฉันก็รับปากทั้งนั้น!”
“ดีมาก”
เซิ่งซินเยว่ยกมุมปาก ก่อนหันไปมองหนิงชู “ตั้งข้อแม้สิ”
“หา...ฉันเหรอ?”
หนิงชูไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ขึ้นมากะทันหัน จึงชะงักไปด้วยความงุนงง
“ก็เธอน่ะสิ”
เซิ่งซินเยว่กล่าวเสียงเรียบ “ถึงฉันจะยื่นมือช่วยพวกเขา ก็เพราะเห็นแก่เธอ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ คนตั้งข้อแม้ก็ควรเป็นเธอ”
เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเธอ หนิงชูก็เข้าใจความหมาย หัวใจพลันอบอุ่นขึ้นมา ปลายจมูกอดแสบขึ้นมาไม่ได้
เมื่อรู้ว่าเซิ่งซินเยว่ทำไปด้วยความหวังดี หนิงชูจึงไม่ปฏิเสธ เธอมองสมาชิกตระกูลหนิงทั้งสามคนแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ฉันไม่มีข้อแม้อื่น ฉันแค่อยากตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกคุณเดี๋ยวนี้ ทันที ต่อจากนี้พวกคุณก็ห้ามใช้วิธีไหนมาผูกมัดฉันอีก ถ้าจะตัดขาด ก็ต้องตัดให้สะอาดหมดจด”
มารดาหนิงไม่เคยคิดเลยว่าเซิ่งซินเยว่จะยกโอกาสตั้งข้อแม้ให้หนิงชู!
นี่เป็นวิธีสุดท้ายที่พวกเขายังเหลือไว้ใช้ควบคุมหนิงชูแล้วนะ!
“ไม่รับปากเหรอ?”
เซิ่งซินเยว่เลิกคิ้ว “ได้ งั้นเราไปกันเถอะ”
