“พูดเสียฟังดูดีเชียว”
จงซิวหมิงแค่นเสียง น้ำเสียงไม่ได้สุภาพสักนิด “ถ้าเกิดเจออันตรายขึ้นมาจริง ๆ สุดท้ายก็ต้องให้พวกเราช่วยเธออยู่ดีไม่ใช่หรือไง?”
ยังไม่ทันออกเดินทาง ทั้งสองคนก็เริ่มปะทะคารมกันแล้ว โจวฉีขมวดคิ้ว กระตุกแขนจงซิวหมิง “นิสัยแบบนี้เมื่อไหร่จะเลิกเสียที พูดดี ๆ ไม่เป็นหรือไง?”
“ฉันก็พูดดี ๆ อยู่นี่ไง”
จงซิวหมิงเบ้ปาก ไม่ว่าจะคุณชายเซี่ยหรือแม้แต่ตระกูลเซี่ย เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาเลยสักนิด ลูกหลานตระกูลใหญ่พวกนี้ก็เหมือนกันหมด พอถึงเวลาคับขันก็ไม่ร้องขอความช่วยเหลือก็กลายเป็นตัวถ่วง ไม่ได้เรื่องสักอย่าง ตอนออกปฏิบัติภารกิจ เขากลัวที่สุดก็คนแบบนี้แหละ
โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ ตอนออกปฏิบัติภารกิจครั้งหนึ่ง เขาเกือบถูกคุณหนูตระกูลร่ำรวยคนหนึ่งทำให้ตาย เขาจึงเว้นระยะห่างจากคนประเภทนี้มาโดยตลอด “ถ้าอยากให้ฉันพูดเพราะ ๆ ก็ได้ แค่กลัวว่าบางคนตอนนี้ปากกล้านัก พอถึงเวลาจริงกลับกลัวจนยืนไม่ไหว แบบนั้นคงดูไม่จืด”
เซี่ยจือเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เซิ่งซินเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า “พอได้แล้ว เซี่ยจือเหยียนเป็นคนที่ฉันพามา ต่อให้เจออันตรายขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่ต้องให้คุณช่วยหรอก แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงตอนนั้นอย่าให้กลายเป็นว่าต้องให้ฉันช่วยทั้งสองคนก็แล้วกัน”
เธอมองจงซิวหมิง แววตาเปี่ยมความหมาย
“คุณ...”
จงซิวหมิงดุนกระพุ้งแก้มด้วยปลายลิ้น แต่กลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
ความแตกต่างด้านฝีมือของทั้งสองฝ่ายเห็นกันอยู่ชัด ๆ ยิ่งกว่านั้น แม้ภารกิจครั้งก่อนจะเป็นการลงมือร่วมกัน แต่พวกเขาต่างรู้แก่ใจดีว่ามันเป็นการแสดงเดี่ยวของเซิ่งซินเยว่ชัด ๆ!
ส่วนเขาก็มีหน้าที่แค่ยืนเป็นฉากประกอบเท่านั้น
จงซิวหมิงกล้ำกลืนความคับข้องใจแล้วปิดปาก โจวฉีไม่ค่อยได้เห็นเขาเสียท่าแบบนี้ จึงขำอยู่ในใจแทบแย่ แต่สีหน้ายังต้องแสร้งทำเป็นจริงจัง
เขารีบเปลี่ยนเรื่อง “เอาละ ๆ เสี่ยวจง พูดให้น้อยลงหน่อย ครั้งนี้ต้องเดินทางไกล ของที่อาจต้องใช้ระหว่างทาง องค์กรเตรียมไว้ให้พวกคุณหมดแล้ว พอถึงเมืองเชียนอันจะมีคนมารับ ฉันบอกช่องทางติดต่อให้เสี่ยวจงไปแล้ว ระหว่างทางระวังตัวกันด้วย”
“ได้”
