นี่คือ... ซากกระดูกของมังกรยักษ์ ตระหง่านทอดกายนิ่งราวซากโบราณสถานจากยุคบรรพกาล ประหนึ่งร่องรอยแห่งกาลเวลาที่พังทลาย
กะโหลกมหึมาราวเนินเขาลูกย่อม เบ้าตากลวงโบ๋คล้ายกลืนกินได้ทั้งตะวันจันทราและหมู่ดาว เขี้ยวแหลมคมเรียงรายดุจยอดเขาสูงชัน กระดูกสันหลังที่หักขาดทอดยาวราวสะพานโบราณเชื่อมฟ้า แต่ละท่อนใหญ่โตราวเกาะลอยฟ้า เรียงคดเคี้ยวไปตามหุบเขา แต่ละปล้องประหนึ่งฐานกำแพงเมืองเก่า ทอดยาวหลายลี้
กระดูกมังกรทุกชิ้นสลักรอยแห่งกาลเวลาไว้ เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดินและเกียรติยศรุ่งโรจน์ในอดีตอย่างเงียบงัน ร่างมังกรยาวนับพันจั้งหมอบราบ หางมังกรกวาดผ่านแห่งใด ยอดเขาและสันเขาล้วนพังทลาย
ความเงียบงันอันไร้ที่สิ้นสุดผสานกับพลังอำนาจอันมหาศาล ที่นี่คือสมรภูมิซึ่งเทพเจ้าร่วงหล่น เป็นบทเพลงสุดท้ายที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของฟ้าดิน จนแม้แต่เวหายังหม่นแสง ขุนเขาธาราก้มศิโรราบ
เสียงหึ่ง ๆ คล้ายดังอยู่ข้างหู ชั่วขณะนั้นถานชิงชิงไม่ได้ยินอะไรอีกเลย
เธอเหม่อมองซากกระดูกมังกรยักษ์พลางเงยหน้าขึ้น ทุกเส้นเลือดใต้ผิวหนังราวกับกลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก พลุ่งพล่านเสียงดังอื้ออึง หัวใจเต้นกระหน่ำราวค้อนหนักทุบลงบนแก้วหูครั้งแล้วครั้งเล่า จนภาพตรงหน้าพร่าไหวเป็นระลอก
“มังกร...”
สิ่งมีชีวิตในตำนานปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร กว่าถานชิงชิงจะได้สติกลับคืนมา ปลายนิ้วยังคงชาแปลบ ๆ จากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนเกินควบคุมเมื่อครู่
“มังกรจริง ๆ!”
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เธอคงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทุกมุมแล้ว!
