“อืม...”
เมื่อเห็นช่อดอกไม้ที่ถูกห่อจนยุ่งเหยิง เซิ่งซินเยว่ก็อดนิ่งเงียบไปไม่ได้
เมิ่งผอไม่ค่อยพอใจนัก “ห่อสวยหรือเปล่า ช่วยวิจารณ์หน่อยสิ!”
มุมปากเซิ่งซินเยว่กระตุกเล็กน้อย เธอไม่อาจวิจารณ์ช่อดอกไม้ตรง ๆ ได้จริง ๆ จึงทำได้เพียงเค้นคำพูดออกมาอย่างฝืดเฝื่อน “คุณนี่ใฝ่เรียนรู้ดีนะ ยุคสมัยก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ พวกเราก็ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพิ่มไว้บ้าง มีความสามารถมากย่อมไม่เสียหาย”
ในเมื่อชมช่อดอกไม้ไม่ได้ ก็ชมทัศนคติแทนแล้วกัน
ถึงอย่างไรเธอก็ทำเรื่องหลอกชมทั้งที่ขัดกับความรู้สึกตัวเองไม่ลงจริง ๆ
โชคดีที่เมิ่งผอไม่ได้ซักไซ้ต่อ อันที่จริงตั้งแต่ต้นจนจบอีกฝ่ายก็แค่อยากได้รับคำชมเท่านั้น พอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มหน้าบานทันที “ฉันชอบคุยกับคุณจริง ๆ คุณเติมเต็มความรู้สึกให้ฉันได้เต็มเปี่ยมเลย”
“แม้ทุกวันจะมีวิญญาณนับไม่ถ้วนเดินผ่านสะพานไน่เหอ แต่ไม่มีใครสักคนที่พูดคุยกับฉันได้”
“ถึงบางครั้งจะได้คุยกันสักสองสามคำ แต่พวกเขาก็รีบร้อนไปเกิดใหม่ ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ พอดื่มน้ำแกงเมิ่งผอก็ลืมทุกอย่างจนหมดสิ้น พวกเขาเอาแต่เดินไปข้างหน้า ทุกคนล้วนต้องเดินไปข้างหน้า มีเพียงฉัน...”
ขณะพูด น้ำเสียงของเธอเจือความอ้างว้างอยู่หลายส่วน “ฉันจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองอยู่บนสะพานไน่เหอมานานกี่ปี”
“พันปีหรือ?”
“หมื่นปีหรือ?”
เธอยกมุมปากขึ้น ก่อนจะคลี่ยิ้มสดใสออกมาอย่างรวดเร็ว ดอกปี้อั้นฮวาอยู่ในอ้อมแขน สีแดงสดของมันผสานกับรอยยิ้มบนใบหน้า ช่วยเติมความสว่างให้ท้องฟ้าหม่นมัวผืนนั้นขึ้นมาเล็กน้อย “โธ่เอ๊ย น่ารำคาญจริง ๆ มีคนมาอีกแล้ว”
