มองผ่านประตูเหล็กที่ผุพังเข้าไป ด้านในมีเพียงบ้านชั้นเดียวไม่กี่หลัง อิฐแดงที่ปูอยู่บนพื้นแตกร้าวเป็นร่อง หญ้าหนาทึบชอนไชขึ้นมาตามรอยแยก ยิ่งเติมบรรยากาศรกร้างและหดหู่ให้มากขึ้น
แต่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ กลับมีกลิ่นหอมหวานจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ คล้ายกลิ่นดอกไม้บางชนิด
เซิ่งซินเยว่ก้าวไปข้างหน้า กำลังจะเข้าไปดูให้ลึกกว่านี้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงจากด้านหลัง “เฮ้ ๆ พวกคุณจะไปไหนกัน!”
ทั้งสองหันกลับไป
ชายวัยราวห้าสิบกว่าเดินเข้ามา เขาสวมหมวกสาน บ่าข้างหนึ่งพาดจอบ อีกข้างมีผ้าขนหนูสีขาวที่ดูเก่าแต่ซักสะอาดพาดอยู่ ดูท่าทางเหมือนกำลังจะไปทุ่งนา
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง พอดีกับช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับงานในไร่นา
เมื่อเห็นหน้าทั้งคู่ ชายคนนั้นก็ชะงัก “พวกคุณสองคน...ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้สินะ? ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”
เซิ่งซินเยว่ยิ้มกว้าง “ใช่ค่ะคุณลุง พวกเราขับรถผ่านมาที่นี่เมื่อคืน แต่รถดันเสีย ไม่มีที่ไป เลยไปขอพักที่บ้านคุณป้าจางหนึ่งคืน พอดีรู้สึกว่าอากาศในหมู่บ้านดี ก็เลยออกมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยค่ะ”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนเตือนว่า “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเดินไปไหนมั่วซั่วล่ะ ช่วงนี้มีคนตายในหมู่บ้าน ศาลาสวดศพก็ยังไม่ได้เก็บ พวกเด็กในเมืองอย่างพวกคุณถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอม เดี๋ยวจะตกใจกันเปล่า ๆ”
