แต่ตอนนี้ต้วนเจียซูหมดสติไปแล้วอย่างสิ้นเชิง จึงไม่อาจตอบคำพูดของเธอได้
เซิ่งซินเยว่รีบตรวจดูอาการของเธอ ลมหายใจแผ่วเบา ญาณสับสนวุ่นวาย เธอจนปัญญา จึงทำได้เพียงส่งพลังวิญญาณสายหนึ่งเข้าไปในร่าง เพื่อประคองอาการของอีกฝ่ายไว้ก่อน
เซิ่งซินเยว่ช้อนแขนข้างหนึ่งของต้วนเจียซูขึ้น พยุงเธอเดินเข้าห้อง ตอนนั้นต้วนเจียซูเพิ่งฟื้นสติขึ้นมาได้เล็กน้อยก็พึมพำว่า “ฮิ ๆ เธอกลับมาแล้วเหรอ...”
เซิ่งซินเยว่ “...”
“หุบปาก”
เธอเปิดประตูแล้วโยนอีกฝ่ายลงบนโซฟา ก่อนพูดอย่างหงุดหงิดว่า “อยู่ดี ๆ ทำไมถึงโดนฟ้าผ่าล่ะ?”
พอเข้ามาในห้อง ต้วนเจียซูก็ไม่ปกปิดไอปีศาจของตัวเองอีกต่อไป เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนระโหย หางใหญ่สีขาวราวหิมะทั้งเก้าหางงอกยาวออกมาจากด้านหลัง แกว่งไกวไปมาในอากาศอย่างไร้สติ
หูคู่หนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางศีรษะ ตั้งตรงชูชัน กลิ่นเย้ายวนพลันอบอวลไปทั่วห้อง
พอเห็นว่าคล้ายจะมีเสียงฟ้าร้องแว่วมาเป็นระยะจากขอบฟ้า หางตาของเซิ่งซินเยว่ก็กระตุกถี่
เธอโบกมือกั้นกลิ่นอายภายในห้องไว้ เสียงฟ้าร้องนอกหน้าต่างจึงค่อย ๆ เงียบหายไป
“อย่ามาทำตัวตามใจที่บ้านฉันนักสิ”
เซิ่งซินเยว่ถอนใจ “เล่ามาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ต้วนเจียซูหรี่ตาครึ่งหนึ่งแล้วบ่นพึมพำ “เธอนี่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจเลยนะ ฉันโดนฟ้าผ่าจนเป็นสภาพนี้แล้ว เธอกลับไม่ห่วงฉันสักนิด แถมน้ำเสียงยังดุขนาดนี้อีก!”
